ผู้เยี่ยมชม

ขณะนี้: 1
วันนี้: 15
สัปดาห์นี้: 206
ทั้งหมด: 74180
Krujiab.com ( ครูเจี้ยบดอทคอม )
ติวเข้ม คณิตศาสตร์ อังกฤษ โดยวิธีธรรมชาติ รับรองผล ด้ยวิธีการสอนแนวใหม่

Google+

ตัวอย่างการสอน - โหราศาสตร์ภารตะ from horaparata.com on Vimeo.

ตัวอย่างการสอน - โหราศาสตร์ภารตะ from Vilert Chew on Vimeo.

อดใจรออีกนิดครับ

ต้องขออภัยที่ห่างหายจากบทความโหราศาสตร์ภารตะไปนาน เนื่องจากติดภารกิจต้องเดินทางไปต่างประเทศอยู่เนืองๆ ด้วยภาระทางธุรกิจของผม กลับจากฮอกไกโด ก็ต้องไป โอซาก้า-โตเกียว เพิ่งกลับถึงบ้านเมื่อวันเสาร์ที่ 21 พฤศจิกายนที่ผ่านมานี้เอง

แล้วก็ต้องเตรียมตัวเดินทางไปอียิปต์อีกในวันที่ 27 พฤศจิกายน นี่ก็ยังไม่ได้ตระเตรียมข้อมูลในการบรรยายเลย

นอกจากนี้ ด้วยภารกิจที่ต้องเขียนบทความ 2 คอลัมน์ในหนังสือพิมพ์ www.naewna.com ในคอลัมน์ “ซอกซอนตะลอนไป” ซึ่งเป็นเรื่องท่องเที่ยว และ คอลัมน์ “ดูดวงออนไลน์” โดยใช้นามปากกาว่า “ธรรมาธิปติ”

หนึ่งสัปดาห์จะต้องเขียนคอลัมน์ละ 1 ตอน เท่ากับ 1 เดือน 8 ตอน เป็นงานหนักไม่ใช่เล่น

ยังไงก็ตาม หลังวันที่ 7 ธันวาคม ก็จะเบาลงแล้ว ผมเตรียมเรื่องที่จะเขียนให้อ่านกันสนุกๆหลายเรื่องด้วยกัน ก็อดใจรอสักนิดนะครับ ระหว่างนี้ก็ลองเข้าไปอ่าน บทความทั้งสองเรื่องดูก่อน

หรือจะเข้าไปอ่านบทความ “ชีวิตเป็นของมีค่า” ในบล็อก  www.horaparata.com/life-value  เล่นๆดูก่อนก็ได้

แล้วพบกันในไม่ช้าครับ

คิดถึงครับ

โหราศาสตร์ภารตะ 26

โยค หรือ โชค

โดย เสรษฐวิทย์ ชีรวินิจ

ผู้ศึกษาวิชาโหราศาสตร์ไม่ว่าสาขาไหนก็ตาม คงจะต้องเคยผ่านตาคำว่า “โยค” มาบ้างไม่มากก็น้อย อย่างเช่น คำว่า โยคหน้า หรือ โยคหลัง โยคสามช่อง โยคห้าช่อง เหล่านี้เป็นต้น
ในวิชาโหราศาสตร์ภารตะ ก็มีพูดถึงเรื่อง “โยค” เหมือนกัน เพียงแต่ในความหมายที่แตกต่างไปจาก “โยค” ในความหมายของโหราศาสตร์ไทย ดังที่ผมได้เขียนไว้ในบล็อก “โหราศาสตร์ภารตะ(ฉบับสบายๆ)สไตล์ เสรษฐวิทย์
ในบทความดังกล่าวได้พูดถึงโยคต่างๆ อาทิเช่น ปัญจมหาบุรุษโยค (PANCH MAHAPURUSHA YOGA) คชเกสรีโยค(GAJA KERARI YOGA) สาสะโยค (SHASA YOGA) รุจกโยค (RUCHAKA YOGA) ภัทรโยค(BHADRA YOGA) เหล่านี้เป็นต้น
“โยค” เหล่านี้ถือเป็นหัวใจสำคัญของวิชาโหราศาสตร์ภารตะ ที่อาจารย์สิทธินาถ ทองมี ได้รวบรวม สังเคราะห์ และ เรียบเรียงจาก “โยค”ที่มีอยู่ประมาณ 300 โยค ให้เหลือโยคสำคัญที่ควรแก่การจดจำ และใช้ประโยชน์ได้จริง เพียงไม่กี่โยค
เพื่อความเข้าใจในเรื่อง “โยค” กว้างขวางยิ่งขึ้น ผมจึงขอนำเอารายละเอียดของเรื่อง “โยค”มาเล่าสู่กันฟังครับ
คำว่า “โยค” ในภาษาไทยนั้น มีที่มาจากภาษาสันสกฤตที่เขียนดังนี้ योग ออกเสียงว่า “โยกา” เขียนเป็นภาษาอังกฤษว่า YOGA
ท่านผู้อ่านคงจะมีคำถามแล้วว่า เป็นคำๆเดียวกับคำว่า “โยคะ” ที่เป็นวิชาการฝึกฝนทางร่างกายของอินเดียโบราณใช่หรือไม่
คำตอบก็คือ ถูกต้องครับ

images

(ท่าสุริยะนมัสการ เป็นท่าแรกของการเริ่มฝึกโยคะ)

Yoga-Poses-Ease-Digestion

(การผสมผสานการยืดของกล้ามเนื้อ กระดูก และ การหายใจอย่างถูกต้อง เป็นหัวใจสำคัญของการฝึกโยคะ)

ดาวน์โหลด (1)

(ผู้ที่ฝึกฝนมาอย่างดี จึงสามารถทำท่านี้ได้)

ศาสตร์ดังกล่าว เป็นการฝึกฝนร่างกายในหลายๆมิติผสมผสานกัน ไม่ว่าจะเป็น ทางด้านกล้ามเนื้อ กระดูก และ การหายใจ ผู้ฝึกฝนในศาสตร์ “โยคะ” นี้เรียกว่า “โยคี”
แต่ความหมายของคำว่า YOGA มิได้จำกัดอยู่เพียงเท่านี้
“โยคะ” มิได้หมายถึงเฉพาะการฝึกฝนทางร่างกาย(PHYSICAL) เท่านั้น หากแต่ยังหมายถึงการฝึกฝนทางจิตใจ(MENTAL) และ การฝึกฝนทางด้านจิตวิญญาณ(SPIRITUAL)ด้วย
ผมเคยไปที่วัด เฮราม กฤษณะ ซึ่งเป็นสาขาหนึ่งของศาสนาฮินดู ที่เมืองมุมไบ หรือ บอมเบย์ในอดีต ได้พบกับผู้ปฎิบัติที่วัดดังกล่าว ท่านได้เล่าถึงกิจวัตรประจำวันของเขาให้พวกเราฟัง
ท่านบอกว่า จะตื่นแต่เช้าก่อนพระอาทิตย์ขึ้น หลังจากทำกิจวัตรเสร็จแล้ว ก็จะ “ปฎิบัติโยคะ” เขาใช้คำในภาษาอังกฤษว่า PRACTICE YOGA

yoga-belo-horizonte-academia-fique-por-dentro-wall-248051

(ดูเหมือนง่าย แต่ไม่ง่าย)

Yoga

(แม้กระทั่งผู้สูงอายุก็ยังสามารถฝึกโยคะได้อย่างที่เห็น)

เราก็คุยกันไปเรื่อยๆ โดยที่ผมเข้าใจว่า เขาตื่นแต่เช้าเพื่อฝึกโยคะประเภทดัดตัว ตามแบบที่เราเข้าใจกัน เพราะที่นี่เป็นประเทศอินเดีย ต้นตำรับของวิชาโยคะ
แต่เขาบอกว่า ไม่ใช่ โยคะที่เขาตื่นแต่เช้ามามาปฎิบัติก็คือ การนั่งสมาธิ

ดาวน์โหลด

(การฝึกโยคะ ในอีกความหมายหนึ่ง)

และอีกครั้งหนึ่ง เมื่อพบกับไกด์สุภาพสตรีสูงอายุที่เมืองมุมไบ เธอเล่าให้ฟังว่า เธอก็ตื่นตั้งแต่เช้าประมาณตี 4 ครึ่งเหมือนกัน หลังจากเสร็จกิจธุระตอนเช้าแล้ว เธอก็จะ “ปฎิบัติโยคะ” ซึ่งก็ใช้คำในภาษาอังกฤษคำเดียวกันว่า PRACTICE YOGA
ผมรู้สึกแปลใจ เพราะเห็นรูปร่างของเธอก็อ้วนๆ ไม่น่าจะเล่นโยคะได้ จึงซักไซ้ไล่เรียงเกี่ยวกับ “โยคะ” ในความหมายที่เธอพูดถึง สักครู่หนึ่งถึงได้รู้ว่า เธอไม่ได้ฝึกฝนโยคะทางร่างกาย หากแต่ฝึกฝนทางด้านจิตวิญญาณ
แล้วอะไรคือ โยคะทางจิตวิญญาณ(SPIRITUAL) ?
ความหมายของมันก็คือ การนั่งทำสมาธินั่นเอง

Shiva_Bangalore

(พระมหาเทพศิวะ ในท่านั่งขัดสมาธิและปฎิบัติสมาธิ)

เมื่อเห็นว่าผมยังสงสัย เธอก็บรรยายเพิ่มเติมว่า การปฎิบัติโยคะของเธอก็คือ การทำสมาธิเพื่อเปิดสมอง และ ใจ ให้รับเอาคลื่นแห่งความดี หรือ กระแสแห่งความดี ในจักรวาลเข้ามาในสมอง และ จิตใจ
เธอยังบอกอีกว่า ที่ต้องตื่นขึ้นมาทำสมาธิตั้งแต่เช้ามืดก็เพราะว่า ตอนนั้นในบรรยากาศยังไม่มีคลื่นแห่งความชั่วร้ายล่องลอยอยู่ คลื่นแห่งความชั่วร้ายก็อาทิเช่น คำพูดด่าทอสาปแช่งกันของผู้คน คำพูดติฉินนินทากัน หรือแม้กระทั่ง ความคิดที่ชั่วร้าย หรือ ความคิดในทางที่ไม่ถูกต้อง
เพราะขณะนั้น คนส่วนใหญ่ยังไม่ตื่นขึ้นมาสร้างมลภาวะที่เป็นพิษในบรรยากาศ
จะเห็นว่า ตอนเช้ามืด นอกจากอากาศจะบริสุทธิ์เหมาะแก่การหายใจแล้ว ในทุกอณูแห่งบรรยากาศ ก็ยัง พิสุทธิ์ เหมาะแก่การเสพเข้าไปในหัวใจ และ จิตวิญญาณด้วย
เมื่อดูความหมายจากรากศัพท์ในภาษาสันสกฤต ก็จะเห็นว่า โยคะ(YOGA) มีหลายความหมายด้วยกันคือ การสนตะพาย (TO YOKE) เหมือนการใส่แอกเข้าไปที่หลังวัว
และยังแปลว่า การเพ่งสมาธิ หรือ การทำสมาธิ หรือ ทำจิตใจให้มีสมาธิ (TO CONCENTRATE)
นอกจากนี้ “โยคะ” ยังมีอีกความหมายหนึ่งที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง ว่า การรวมกัน หรือ ผสมผสานกันกับจิตวิญาณาณแห่งสวรรค์” (UNION WITH THE DEVINE)
หรือ พูดให้เห็นภาพง่ายๆก็คือ โยคะ แปลว่า การผนวกรวมกัน(TO ADD) การเชื่อมโยงกัน(TO JOIN) การผนึกกำลังรวมกัน(TO UNITE) การนำมาเชื่อมกัน(TO ATTACH)
หรือจะแปล คำว่า “โยคะ” ว่า ผนวกรวมกัน หรือ ผสมผสานกัน (COMBINE) ก็ได้
สรุปก็คือ “โยคะ” หมายถึง การเชื่อมโยง การผสมผสาน หรือ การรวมกัน
ซึ่งก็จะตรงกับความหมายของคำว่า “โยค” ในวิชาโหราศาสตร์ภารตะ เพราะ หมายถึงการเอาดาวอย่างน้อยที่สุด 2 ดวง มาเชื่อมโยง หรือ ผสมผสาน หรือ มีปฎิกิริยากันในรูปแบบที่กำหนด
เมื่อคำว่า “โยคะ” ในภาษาสันสกฤต ตกมาถึงประเทศไทย ได้มีการแตกรายละเอียดของความหมายให้แยกแยะลงไปอีกชั้นหนึ่ง โดยที่คำว่า “โยคะ” จะเน้นถึง การฝึกฝนทางร่างกายเป็นหลัก แต่มักจะไม่ค่อยหมายถึง การฝึกฝนทางจิตใจ หรือ ทางจิตวิญญาณ
เมื่อคำว่า “โยคะ” ถูกนำมาใช้ในวิชาโหราศาสตร์ไทย เขาจะไม่เรียกว่า “โยคะ” ตามรากศัพท์ที่แท้จริง หากแต่จะเรียกสั้นๆว่า “โยค”
ซึ่งตรงกับความหมายของ “โยค” ต่างๆที่ผมได้พูดถึงไปแล้ว ซึ่งเป็น “โยค” ที่มีทั้งให้คุณและให้โทษแก่ดวงชะตา
อันที่จริง ยังมีโยค ในวิชาโหราศาสตร์ภารตะอีกมากมาย มากกว่าที่ผมเขียนไปในบล็อก “โหราศาสตร์ภารตะ(ฉบับสบายๆ) สไตล์ เสรษฐวิทย์” ยกตัวอย่างเช่น อรรคโยค และ ราศีโยค เป็นต้น
แต่ผมจะไม่นำมาพูดถึงในที่นี้ เพราะเป็นเรื่องที่ลึกซึ้ง และ มีแต่อาจารย์สิทธินาถ ทองมี เท่านั้น ที่จะถ่ายทอดได้ดีที่สุด
กลับมาพูดถึง “โยค” ในวิชาโหราศาสตร์ไทย ที่ดูเหมือนจะมีเพียงแค่ โยคหน้า และ โยคหลัง ซึ่งแตกต่างไปจากวิชาโหราศาสตร์ภารตะ ในด้านรายละเอียดของด้านวิชาการ ผมจะไม่ขอออกความเห็นว่า ศาสตร์ไหนดีกว่ากัน
แต่มันขึ้นอยู่กับ จริตของผู้เรียนมากกว่า ว่า ชอบ และ ไปกันได้กับโหราศาสตร์ภารตะ หรือ โหราศาสตร์ไทย ต่างหาก
เพราะทั้งสองศาสตร์ หากผู้ศึกษามีความเข้าใจในหลักวิชาที่เรียนอย่างลึกซึ้ง และมีวิธีการที่ผูกดวงชะตาได้อย่างถูกต้อง ก็ย่อมพยากรณ์ได้ถูกต้องเช่นกัน
เนื่องจาก “โยค” ต่างๆเหล่านี้ที่มีต้นกำเนิดมาจากโหราศาสตร์ฮินดู หรือ โหราศาสตร์ภารตะ และถูกถ่ายทอดมาใช้ต่อในโหราศาสตร์ไทย ซึ่งเป็นตัวกำหนดให้เกิด “โชคดี” หรือ “โชคร้าย”ได้
คำว่า “โยค” จึงถูกแผลงกลายมาเป็นคำว่า “โชค”
“โชคดี” หรือ “โชคร้าย” จึงมีที่มาจากคำว่า “โยคดี” หรือ “โยคร้าย” ในวิชาโหราศาสตร์ภารตะนั่นเอง

28 กรกรฎาคม 2557

โหราศาสตร์ภารตะ 25

ปัญจมหาบุรุษโยค (2)

โดย เสรษฐวิทย์ ชีรวินิจ

บทความตอนที่แล้ว ผมได้พูดถึง ปัญจมหาบุรุษโยค คือโยคที่เกิดขึ้นจากดาว 5 ดวงคือ ดาวอังคาร(๓) ดาวพุธ(๔) ดาวพฤหัส(๕) ดาวศุกร์(๖) และ ดาวเสาร์(๗) จนกระทั่งมาจบที่ “หังสโยค” หรือ โยคที่เกิดจากดาวพฤหัส(๕)
ในตอนนี้ ผมขอต่อเรื่องโยคที่เกิดจากดาวพฤหัส(๕)อีกโยคหนึ่ง เพียงแต่ต้องมีดาวดวงอื่นผสมเข้าไปด้วย เรียกว่า

คชเกสรีโยค(GAJKESARI YOGA) โยคที่เกิดจากดาวพฤหัส(๕) และ จันทร์(๒)

ตำราท่านว่าไว้ ผู้ที่จะได้ “คชเกสรีโยค” จะต้องมีดาวพฤหัส(๕) เป็นเกณฑ์กับ ดาวจันทร์(๒) โดยไม่จำเป็นต้องมีความเข้มแข็ง เช่น เป็นอุจจ์ หรือ เป็นเกษตร แต่หากเป็นอุจจ์ หรือ เป็นเกษตรด้วย ก็จะยิ่งดี
และดาวพฤหัส(๕) กับ ดาวจันทร์(๒) ก็ไม่จำเป็นต้องสถิตเป็นเกณฑ์ 1-4-7-10 กับลัคนาด้วย แต่ถ้าสถิต เป็นเกณฑ์กับลัคนาก็จะยิ่งดีขึ้น ยกตัวอย่างเช่น

25-01

เช่น พฤหัส(๕) กุมกับ จันทร์(๒) และลัคน์ จะทำให้ได้ คชเกสรีโยคที่เข้มแข็ง หรือ

25-02

เช่น พฤหัส(๕) สถิตราศีมีน หากมีจันทร์(๒)สถิตราศีใดราศีหนึ่ง คือ ราศีเมถุน , ราศีกันย์ หรือ ราศีธนู ก็จะได้ คชเกสรีโยค โดยไม่ต้องสนใจว่า ลัคนาสถิตราศีใด
ดวงชะตาที่ได้ “คชเกสรีโยค” แล้ว จะส่งผลอย่างไรต่อเจ้าชะตา
ตำราท่านว่าไว้ ผู้ใดได้ “คชเกสรีโยค” จะเป็นผู้ที่มีเมตตากรุณา สุภาพอ่อนโยน มีชีวิตที่ดี มีการศึกษาสูง เป็นคนฉลาดเฉลียว มีจิตใจที่เป็นสุข เป็นผู้มีคุณธรรมน่ายกย่อง และมีความมุ่งมั่นอย่างแรงกล้าที่จะเอาชนะอุปสรรคต่างๆที่มาขวางทางไปสู่ความสำเร็จ
ผู้ที่ได้ คชเกสรีโยค ในดวงชะตา ยังจะเป็นผู้มีความประพฤติที่ดี จะเป็นผู้ที่กระทำการใดๆให้เป็นประโยชน์ต่อคนรุ่นหลัง เพื่อให้ชื่อของตัวเองเป็นที่จดจำไปอีกนานเท่านาน และมักจะได้รับโชคจากบุคคลเพศหญิง บางตำรายังบอกว่า จะเป็นผู้ที่มีอายุยืน ยกตัวอย่าง

25-03

ดวงชะตานี้เป็นของ ครูอาจินต์ ปัญจพรรค์ นักประพันธ์ชื่อดังของประเทศไทย ผลงานของท่านตลอดระยะเวลากว่า 50 ปี เป็นที่ประจักษ์ ที่เป็นที่รู้จักสำหรับคนรุ่นนี้ก็คือ นิยายเรื่อง “เหมืองแร่” ที่ได้รับการถ่ายทอดเป็นภาพยนตร์แล้ว
ลัคนาอยู่ราศีพิจิก ร่วมเสาร์(๗) และเกตุ(๙) จะเห็นว่า ที่ราศีมีนจะมีพฤหัส(๕)ที่เป็นเกษตรร่วมจันทร์(๒) ซึ่งเข้าตำราว่าได้ คชเกสรีโยค และ พฤหัส(๕)มีความเข้มแข็ง
ครูอาจินต์ ปัญจพรรค์ เป็นคนสุภาพอ่อนโยน มีความเมตตากรุณามาก โดยเฉพาะกับน้องๆ หรือ นักเขียนรุ่นหลังๆ จนเป็นเหตุให้พี่อาจินต์ทำนิตยสาร “ฟ้าเมืองไทย” “ฟ้าเมืองทอง” และ “ฟ้าอาชีพ” ซึ่งได้สร้างนักเขียนหน้าใหม่ๆขึ้นมาประดับวงการมากมาย
หลายคนได้กลายเป็นนักเขียนใหญ่เป็นที่รู้จักกันในปัจจุบันนี้
นอกจากนี้ ครูอาจินต์ ปัญจพรรค์ ได้ตั้งสำนักพิมพ์ “โอเลี้ยงห้าแก้ว” เพื่อพิมพ์พ๊อคเก็ตบุ๊คราคาเล่มละ 5 บาท เท่ากับราคาของโอเลี้ยง 5 แก้วในเวลานั้น เพื่อรวบรวมผลงานเขียนของนักเขียนชื่อดังในยุคนั้นเกือบทั้งหมด
เป็นสิ่งที่ครูอาจินต์ ปัญจพรรค์ ได้ทำงานเพื่อฝากเอาไว้ให้กับคนรุ่นหลัง และให้เป็นที่จดจำจารึกเอาไว้อีกนานแสนนาน เท่าที่คนไทยจะยังอ่านหนังสืออยู่
นอกจากนี้ ลีลาและชั้นเชิง ในการรังสรรค์ตัวหนังสือของ ครูอาจินต์ ปัญจพรรค์ ยังโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ของตัวเอง จนทำให้นักเขียนรุ่นหลังๆจำนวนมากถือเป็นแบบอย่าง
รวมทั้งตัวผมเองด้วย
นอกจากนี้ ท่านยังมีผลงานเขียนบทละครทีวี และ แต่งเพลง เฉพาะที่รู้จักและคุ้นหูดีก็คือ “สวัสดีบางกอก” ที่ขึ้นต้นว่า “อย่าไปเลยบางกอก จะบอกให้”
วันนี้ในวัย 80 กว่า ครูอาจินต์ ปัญจพรรค์ ยังสามารถท่องกลอนหลายๆบทที่มีความไพเราะให้ฟังได้ในเดี๋ยวนั้น แสดงให้เห็นถึงความจำ และ สมองที่เป็นเลิศของท่าน
แม้ว่าครูอาจินต์ ปัญจพรรค์ จะสูญเสียมารดาตั้งแต่ท่านอายุยังน้อย แต่ท่านก็ได้รับการดูแลเอาใจใส่ ประคับประคอง อย่างดียิ่งจาก คุณชอุ่ม ปัญจพรรค์ พี่สาวแท้ๆของท่าน
จะเห็นว่า ชีวิตของท่านได้รับอิทธิพลของ “คชเกสรีโยค” อย่างเห็นได้ชัด ผลงานที่ท่านมีอยู่มากมายจนไม่อาจบรรยายได้หมด แต่ผมของสรุปความสั้นๆว่า
ท่านได้รับการยกย่องในความสามารถให้เป็นศิลปินแห่งชาติสาขาวรรณศิลป์ ในปีพ.ศ. 2534 แค่นี้ก็ชัดเจนแล้ว
ขอขอบคุณครูอาจินต์ ปัญจพรรค์ มา ณ.ที่นี้ด้วยที่อนุญาตให้ผู้เขียนนำดวงชะตาของท่านมาแสดงในบทความนี้เพื่อเป็นดวงครูในการศึกษา
สำหรับท่านที่สนใจอยากทราบประวัติของครูอาจินต์ ปัญจพรรค์ สามารถค้นหาได้ใน เว็บกูเกิ้ล

4.มาลวยโยค (MALAVYA YOGA) โยคที่เกิดจากดาวศุกร์(๖)

ตำราท่านว่าไว้ ผู้ที่จะได้ “มาลวยโยค” จะต้องมีดาวศุกร์(๖) เข้มแข็ง คือ เป็นอุจจ์ หรือ เป็นเกษตร และ ต้องเป็นเกณฑ์ต่อลัคนา คือ ดาวศุกร์(๖) สถิตเป็น 1 , 4 , 7 , 10 ต่อลัคนา

25-04

ผู้ที่จะได้ “มาลวยโยค” ก่อนอื่นจะต้องมีดาวศุกร์(๖) สถิตใน 3 ราศีดังกล่าว คือ ดาวศุกร์(๖) เป็นเกษตร ที่ราศีพฤษภ หรือ ดาวศุกร์(๖) เป็นเกษตรที่ราศีตุลย์ หรือ ดาวศุกร์(๖) เป็นอุจจ์ ที่ราศีมีน
ทั้งสามตำแหน่งถือว่า ดาวศุกร์(๖)มีความเข้มแข็ง
จากนั้น เจ้าชะตาก็จะต้องมีลัคนาสถิตเป็นเกณฑ์ 1- 4 – 7 – 10 ต่อดาวศุกร์(๖) หมายความว่า ไม่ว่าศุกร์(๖) จะอยู่ราศีไหนก็ตาม ลัคนาจะต้องสถิตเป็นเกณฑ์กากะบาดต่อดาวศุกร์(๖) ด้วย
ผมขอยกตัวอย่างดาวศุกร์(๖)เป็นเกษตรที่ราศีพฤษภ ในกรณีนี้ หากลัคนาสถิตราศีสิงห์ , ราศีพิจิก , ราศีกุมภ์ หรือ แม้แต่ร่วมกับลัคนาในราศีพฤษภ ดวงชะตานั้นก็จะได้ “มาลวยโยค”
ดวงชะตาที่ได้ “มาลวยโยค” จะส่งผลต่อเจ้าชะตาอย่างไร
ตำราท่านว่าไว้ ผู้ที่ได้มาลวยโยค จะเป็นผู้สนใจในศิลปะ ชอบของสวยงาม ร้องรำทำเพลง เจ้าชู้ ศิลปิน นักแสดง หรือ เป็นพ่อค้า เครื่องประดับ

25-05

ดวงที่ผมนำมายกตัวอย่าง มาจากหนังสือโหราศาสตร์ไทยชั้นสูง โดย อาจารย์สิงโต สุริยาอารักษ์ เป็นดวงชะตาของ แจ๊กเกอลีน เคนเนดี(JACQUELINE KENNEDY ) อดีตสตรีหมายเลขหนึ่งของสหรัฐอเมริกา ภริยาของประธานาธิบดี จอห์น เอฟ เคนเนดี้ ประธานาธิบดีคนที่ 35 ซึ่งถูกลอบสังหารเมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2506
จะเห็นว่าลัคนาอยู่ราศีสิงห์ ศุกร์(๖)ซึ่งอยู่ราศีพฤษภ เป็นเกษตร มีความเข้มแข็ง ดาวศุกร์(๖) สถิตเป็นเกณฑ์ 10 ต่อลัคน์
ในวิกิพีเดีย เขียนถึง แจ๊กเกอร์ลีน เคนเนดี เอาไว้ว่า
“เธอเรียนเต้นบัลเล่ต์ตั้งแต่เยาว์วัย ในช่วงที่เธอยังเป็นสตรีหมายเลขหนึ่ง เธอมักเชิญพวกศิลปิน , นักเขียน , กวี , นักวิทยาศาสตร์ และ นักดนตรี มาที่ทำเนียบขาว เพื่อพูดคุยสนทนากับพวกนักการเมือง นักการทูต และ ผู้นำของประเทศ อาจเป็นเพราะเธอมีความสามารถในการสร้างความบันเทิงให้แก่ผู้อื่น ”
นอกจากนี้ วิกิพีเดีย ยังบันทึกว่า
“ ทันทีที่ แจ๊กเกอร์ลีน เคนเนดี รับตำแหน่งสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่ง เธอก็เริ่มโครงการแรกของเธอด้วยการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงทำเนียบขาวทันที”
บั้นปลายของชีวิตของเธอ เธอทำงานเป็นบรรณาธิการหนังสือ ในสำนักพิมพ์ ไวกิ้ง และ ยังอุทิศตนในการอนุรักษ์งานศิลปะ และ อาคารที่มีคุณค่าทางสถาปัตยกรรมอีกด้วย”
ตรงตามคุณสมบัติของ “มาลวยโยค” ทุกประการ

5.สาสะโยค (SHASA YOGA) โยคที่เกิดจากดาวเสาร์(๗)

ตำราท่านว่าไว้ ผู้ที่จะได้ “สาสะโยค” จะต้องมีดาวเสาร์(๗) ที่เข้มแข็ง เป็นอุจจ์ หรือ เป็นเกษตร และ ต้องเป็นเกณฑ์ต่อลัคนา คือสถิตเป็น 1 , 4 , 7 , 10 ต่อลัคนา
ผู้ที่จะได้ “สาสะโยค” ก่อนอื่นจะต้องมีดาวเสาร์(๗) อยู่ใน 3 ราศี คือ ราศีมังกร , ราศีกุมภ์ หรือ ราศีตุลย์ เพราะเสาร์(๗) ในราศีมังกร และ ราศีกุมภ์ จะได้ตำแหน่งเป็นเกษตร เสาร์(๗) ในราศีตุลย์จะได้ตำแหน่งอุจจ์
ทั้งสามตำแหน่งถือว่า เสาร์(๗)มีความเข้มแข็ง
ในที่นี้ ผมจะไม่พูดถึงเงื่อนไขอื่นๆที่จะทำให้อุจจ์เข้มแข็ง หรือ อ่อนแอ ตามหลักวิชาโหราศาสตร์ภารตะ เพราะจะเป็นเรื่องที่ซับซ้อนเกินไป

25-06

ผมขอยกตัวอย่างเสาร์(๗)ที่เป็นเกษตรที่ราศีมังกร หากลัคนาอยู่ในราศีเมษ , ราศีกรกฎ , ราศีตุลย์ และแม้กระทั่งร่วมกับเสาร์(๗)ในราศีมังกร ก็จะทำให้ ลัคนาเป็นเกณฑ์ 1-4-7-10 กับดาวเสาร์(๗)ในราศีมังกร
หากเสาร์(๗) อยู่ในราศีกุมภ์ หรือ ราศีตุลย์ ก็พิจารณาแบบเดียวกัน
แล้วผู้ที่ได้ “สาสะโยค” จะให้คุณแก่ดวงชะตาอย่างไร
ตำราท่านว่าไว้ ผู้ที่ได้ “สาสะโยค” จะได้เป็นใหญ่ในถิ่นเกิด ตั้งแต่กำนันผู้ใหญ่บ้าน อบต. สจ. จนกระทั่งเป็นส.ส. จะเป็นคนจิตใจร้าย เป็นศัตรูที่น่าอันตราย ใครเป็นศัตรูกับคนที่มี “สาสะโยค” ต้องระวังตัวให้ดี แต่เขาจะเป็นคนรักลูกน้องมาก ดังตัวอย่างข้างล่าง

25-07

ดวงชะตานี้ ผมขัดลอกมาจากหนังสือ โหราศาสตร์ไทยชั้นสูง โดย อาจารย์สิงโต สุริยาอารักษ์ เป็นดวงชะตาของ ท่านเซอร์วินสตัน เชอร์ชิลล์(WINSTON CHURCHILL) อดีตนายกรัฐมนตรีของอังกฤษในช่วงปีค.ศ. 1940-1945 ซึ่งตรงกับสมัยของสงครามโลกครั้งที่ 2 พอดี
ท่านผู้อ่านอาจจะนึกภาพของท่านเชอร์ชิลล์ ไม่ออก ผมจึงขอนำเรื่องราวของท่านมานำเสนอ เพื่อจะได้เห็นอิทธิพลของ “สาสะโยค”ได้ชัดเจนขึ้น อาจไม่ค่อยเกี่ยวข้องกับเรื่องโหราศาสตร์นัก แต่เป็นเรื่องของประวัติศาสตร์เพื่อสนับสนุนแนวคิดทางโหราศาสตร์
สงครามโลกครั้งที่ 2 ระเบิดขึ้นในปีค.ศ.1939 ด้วยการบุกยึดโปแลนด์ของกองทัพนาซีเยอรมัน ภายใต้การนำของฮิตเลอร์ ฝรั่งเศสได้จับมือกับอังกฤษเพื่อต่อต้านเยอรมัน แต่ก็เป็นการร่วมมือแบบหน่อมแน้ม แทบจะไม่มีปฎิบัติการใดๆที่เป็นรูปธรรมเลย
ขณะนั้น เชอร์ชิลล์ มีตำแหน่งเพียงสมาชิกวุฒิสภาเท่านั้น และไม่ค่อยมีผู้ให้การสนับสนุนเขาเท่าไหร่นัก แต่ทันทีที่สงครามระเบิดขึ้น เชอร์ชิลล์ ก็ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นสมาชิกของคณะรัฐมนตรีสงคราม
เชอร์ชิลล์ แนะนำให้รัฐบาลอังกฤษซึ่งขณะนั้นมีลอร์ด ฮาลิเฟ็กซ์(LORD HALIFEX) เป็นนายกรัฐมนตรี ให้รีบยึดประเทศนอร์เวย์ ที่ประกาศตัวเป็นกลางเสียก่อน แต่รัฐบาลก็ทำโอ้เอ้
ในที่สุด เยอรมันก็บุกเข้ายึดนอร์เวย์ ตามมาด้วยการบุกโจมตีฝรั่งเศส เบลเยี่ยม และ เนเธอร์แลนด์ อย่างสายฟ้าแลบ
นายกรัฐมนตรีฮาลิเฟ็กซ์ ประกาศลาออก เชอร์ชิลล์ ได้รับการแต่งตั้งจากกษัตริย์จอร์จ ที่ 6(GEORGE VI) แห่งอังกฤษ ให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแทน ทั้งนี้ด้วยการสนับสนุนจากหลายฝ่าย
วันที่เชอร์ชิลล์ เข้าดำรงตำแหน่ง เขาประกาศต่อรัฐสภาว่า
“ข้าพเจ้าไม่มีอะไรจะเสนอให้ท่าน นอกจากเลือด ชีวิตที่ลำบากยากแค้น น้ำตา และ หยาดเหงื่อ” (I HAVE NOTHING TO OFFER BUT BLOOD , TOIL , TEARS AND SWEAT)
หลังจากเชอร์ชิลล์ เข้าดำรงนายกรัฐมนตรีเพียง 10 วัน เยอรมันก็เคลื่อนทัพมาถึง เมืองท่าคาเล่ส์(CALAIS) ของฝรั่งเศสตรงช่องแคบโดเวอร์(DOVER) ซึ่งแยกอังกฤษออกจากฝรั่งเศสด้วยทะเลที่กว้างเพียง 50 กิโลเมตรเศษเท่านั้น เตรียมพร้อมที่จะข้ามทะเลบุกโจมตีอังกฤษ
อังกฤษ ถูก เครื่องบินของเยอรมันทิ้งระเบิดเสียหายอย่างย่อยยับ โดยเฉพาะ ที่ลอนดอน
แม้ชาวอังกฤษส่วนใหญ่จะไม่เชื่อว่า อังกฤษจะชนะสงครามครั้งนี้ แต่เชอร์ชิลล์ ก็ยังเดินหน้าต่อสู้ต่อไป คำพูดปลุกใจของเขาตอนหนึ่งบอกว่า
“เราจะไปรบในฝรั่งเศส เราจะรบในทะเล และ ในมหาสมุทร เราจะรบด้วยความมั่นใจที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ และ กำลังรบทางอากาศที่จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เราจะปกป้องเกาะอังกฤษของเราไม่ว่าจะสูญเสียเลือดเนื้อสักเท่าไหร่ก็ตาม”
ท่านพูดต่อว่า
“เราจะรบที่ชายหาดทุกหาด เราจะรบบนพื้นที่ทุกพื้นที่ที่ข้าศึกเหยียบย่างเท้าเข้ามา เราจะรบในทุกทุ่งหญ้า และ ทุกถนน เราจะรบบนทุกเนินเขา และ เราจะไม่มีวันยอมแพ้เป็นอันขาด”
และพูดต่อว่า
“ขอให้เราทุกคนเตรียมพร้อมที่จะทำหน้าที่ที่แสนจะเหนื่อยยากลำบากครั้งนี้ และอดทนอย่างที่สุด เพื่อว่า หากอาณาจักรบริเทน และ สหพันธแห่งคอมมอนเวลธ์ จะมีอายุยืนยาวไปอีกหลายพันปี วันนั้น ลูกหลานของเราก็จะยังคงพูดถึงพวกเราว่า
นี่คือช่วงเวลาที่ดีที่สุดของพวกเรา”
เชอร์ชิลล์ ยืนหยัดต่อสู้กับกองทัพนาซีอย่างๆไม่ย่อท้อ จนในที่สุด พันธมิตรเป็นฝ่ายได้ชัยชนะเหนือกองทัพนาซี
ชาวโลกยังคงจำภาพของ ท่านเซอร์วิลสตัน เชอร์ชิลล์ ที่ยกมือชูสองนิ้ว เป็นรูปตัว V เป็นการให้กำลังใจแก่ประชาชนชาวอังกฤษว่า
“เราจะชนะ”
นี่คือผู้มีดวงชะตาได้ “สาสะโยค” ครับ

25-08

โหราศาสตร์ภารตะ 24

ปัญจมหาบุรุษโยค (1)

โดย เสรษฐวิทย์ ชีรวินิจ

ได้สาธิตการพยากรณ์ดวงชะตา ตามตำราของวิชาโหราศาสตร์ภารตะไปหลายตอน ขอขัดจังหวะด้วยการนำเอาหลักวิชาของโหราศาสตร์ภารตะมานำเสนอสักนิด
วิชาโหราศาสตร์ภารตะ หรือ ที่เรียกกันทั่วไปว่า โหราศาสตร์ฮินดู หรือ โหราศาสตร์พระเวทย์ (VEDIC ASTROLOGY) นั้น มีหลักวิชาที่ละเอียดมากมาย ซึ่งต้องใช้ความมานะพยายามในการจดจำและพิเคราะห์
ดังนั้น อาจารย์สิทธินาถ ทองมี ผู้ทุ่มเทชีวิตให้กับวิชาโหราศาสตร์ภารตะมาตลอดทั้งชีวิต ได้จัดรวบรวมหลักวิชาที่บันทึกเป็นโศลกต่างๆมาพิเคราะห์ และ ทดลองใช้จนมั่นใจว่า สามารถนำไปพยากรณ์ได้ แล้วเอามาสั่งสอนลูกศิษย์อีกทอดหนึ่ง
หลักสำคัญของวิชาโหราศาสตร์ภารตะ ที่อาจารย์สิทธินาถ ทองมี นำมาสอนลูกศิษย์ก็คือ เรื่อง โยค (YOGA) หรือ ที่ภาษาไทยเรียกว่า โชค นั่นเอง
อันที่จริง โยค ในวิชาภารตะนั้นมีมากมายหลายร้อยโยค แต่ที่ผมจะนำมาเสนอในวันนี้ จะเป็นโยคที่ค่อนข้างแสดงผลชัดเจนที่สุด เรียกว่า ปัญจมหาบุรุษโยค(PANCHA MAHAPURUSHA YOGAS)
คำว่า ปัญจะ เป็นภาษาบาลี แปลว่า ห้า ในที่นี้หมายถึง ดาว 5 ดวง คือ อังคาร(๓) พุธ(๔) พฤหัส(๕) ศุกร์(๖) เสาร์(๗)
ดังนั้น ปัญจมหาบุรุษโยค จึงหมายถึง โยคที่แสดงคบุคลิกภาพของเจ้าชะตาโดยผ่านทางดาวทั้ง 5 ดวงที่กล่าวมาข้างต้น ดังนี้

1.รุจกโยค คือ โยคที่เกิดจากดาวอังคาร(๓)(RUCHAKA YOGA)

ตำราท่านว่าไว้ ดวงชะตาที่จะได้ รุจกโยค จะต้องมีอังคาร(๓) เข้มแข็ง เป็นอุจจ์ หรือ เป็นเกษตร และเป็นเกณฑ์ต่อลัคนา คือ อังคาร(๓) สถิตเป็น 1 , 4 , 7 , 10 ต่อลัคนา ตามตัวอย่าง

24-01

จะเห็นว่า อังคาร(๓) อยู่ใน 3 ราศีต่อไปนี้จะมีความเข้มแข็ง คือ เป็นเกษตร ในราศีเมษ , เป็นเกษตรในราศีพิจิก และเป็นอุจจ์ ในราศีมังกร
หากลัคนาสถิตเป็นเกณฑ์กับดาวอังคาร(๓)ที่มีความเข้มแข็งดังกล่าว ดวงชะตาผู้นั้นก็จะได้ รุจกโยค เช่น

24-02

อังคาร(๓)เป็นเกษตรในราศีเมษ และลัคนาสถิตใน 4 ราศีข้างต้น เป็นเกณฑ์กับ อังคาร(๓) ดวงชะตานี้ก็จะได้ รุจกโยค หรือ

24-03

อังคาร(๓)เป็นเกษตรในราศีพิจิก และลัคนาสถิตใน 4 ราศีข้างต้น เป็นเกณฑ์กับอังคาร(๓) ดวงชะตานี้ก็จะได้ รุจกโยค หรือ

24-04

อังคาร(๓)เป็นอุจจ์ ที่ราศีมังกร และ ลัคนาสถิตใน 4 ราศีข้างต้น เป็นเกณฑ์กับ อังคาร(๓) ดวงชะตานี้ก็จะได้ รุจกโยค
แล้วการได้รุจกโยค จะให้ผลแก่เจ้าชะตาอย่างไร
ตำรากล่าวว่า ดวงชะตาผู้ใดได้รุจกโยค จะมีอายุยืน จะมีเฮโมโกลบินในเลือดดี เป็นคนชอบการผจญภัย จะมีร่างกายเข้มแข็ง สมส่วน ทะมัดทะแมง ว่องไว เป็นนักต่อสู้ โมโหร้ายแต่มีเมตตา มีความกล้าหาญ เป็นทหาร ตำรวจ และนายช่างจะดี
ยกตัวอย่าง ดวงข้างล่างนี้ ซึ่งเป็นดวงชะตาของ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ (ADOLF HITLER) ผู้นำเผด็จการของเยอรมัน ผู้ก่อสงครามโลกครั้งที่ 2 และเป็นผู้ออกคำสั่งให้สังหารชาวยิวหลายล้านคน (จากหนังสือ โหราศาสตร์ไทยชั้นสูง ของ อาจารย์ สิงโต สุริยาอารักษ์)

24-05

จะเห็นว่า ลัคนาอยู่ราศีตุลย์ ดาวอังคาร(๓)สถิตราศีเมษเป็นเกษตร มีความเข้มแข็ง และเป็นเกณฑ์กับลัคนา เข้ากฎของการเป็น รุจกโยค
อีกตัวอย่าง ซึ่งเป็นดวงชะตาของ นายพลโจเซฟ สตาลิน (JOSEPH STALIN) ผู้นำเผด็จการระบอบคอมมิวนิสต์ ของ สหภาพโซเวียต (จากหนังสือ โหราศาสตร์ไทยชั้นสูง ของ อาจารย์ สิงโต สุริยาอารักษ์)

24-06

จะเห็นว่า ลัคนาอยู่ราศีตุลย์ อังคาร(๓)สถิตราศีเมษ เป็นเกษตร มีความเข้มแข็ง และเป็นเกณฑ์กับลัคนา
จะเห็นว่า ทั้งสองคนดังกล่าวต่างก็มีอาชีพเป็นทหาร ที่ประสบความสำเร็จตามที่โสลกในเรื่อง รุจกโยคได้กล่าวเอาไว้ เข้ากฎของการเป็น รุจกโยค

2.ภัทรโยค เป็นโยคที่เกิดจากดาวพุธ(๔)(BHADRA YOGA)

ตำราท่านว่าไว้ ผู้ที่จะได้ “ภัทรโยค” จะต้องมีดาวพุธ(๔) เข้มแข็ง เป็นเกษตร และสถิตเป็นเกณฑ์ต่อลัคนา คือสถิตเป็น1 , 4 , 7 , 10 ต่อลัคนา เช่น

24-07

ดวงชะตาของผู้ใด มีพุธ(๔) เป็นเกษตร ในราศีเมถุน และลัคนาสถิตอยู่ใน 4 ราศีดังกล่าว ซึ่งเป็นเกณฑ์กับ พุธ(๔) ดวงชะตาผู้นั้นจะได้ “ภัทรโยค” หรือ

24-08

ดวงชะตาของผู้ใด มีพุธ(๔) เป็นเกษตรในราศีกันย์ และ ลัคนาสถิตอยู่ใน 4 ราศีดังกล่าว เป็นเกณฑ์กับดาวพุธ(๔) ดวงชะตาของผู้นั้น จะได้ “ภัทรโยค”
ได้ ภัทรโยค แล้วส่งผลอย่างไรต่อเจ้าชะตา
ตำราท่านบอกว่า ดวงชะตาที่ได้ ภัทรโยค จะมีความฉลาดเฉลียว มีความเป็นปราชญ์ เป็นผู้มีวิชาการความรู้ จะเป็นนักพูดที่ดี เป็นผู้มีความสามารถในการขีดเขียน เป็นครูบาอาจารย์ เป็นแพทย์ พ่อค้า นักธุรกิจ มีจิตใจฝักใฝ่ในศาสนา มีความเห็นอกเห็นใจต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน รู้จักแบ่งปัน
ยกตัวอย่างดวงชะตาของ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ซึ่งได้รับการถวายพระนามว่า พระบิดาแห่งโหราศาสตร์ไทย (จากหนังสือ โหราศาสตร์ไทยชั้นสูง ของ อาจารย์ สิงโต สุริยาอารักษ์)

24-09

ลัคนาอยู่ราศีกันย์ เรือนของพุธ(๔) ร่วมกับดาวพุธ(๔)ที่เป็นเกษตร มีความเข้มแข็ง เข้ากฎของการเป็น ภัทรโยค

3.หังสโยค โยคที่เกิดจากดาวพฤหัส(๕)(HANSA YOGA)

ตำราท่านว่าไว้ ผู้ที่จะได้ “หังสโยค” จะต้องมีดาวพฤหัส(๕) เข้มแข็ง คือ เป็นอุจจ์ หรือ เป็นเกษตร และ ต้องเป็นเกณฑ์ต่อลัคนา คือ สถิตเป็น 1 , 4 , 7 , 10 ต่อลัคนา ตามตัวอย่าง

24-10

พฤหัส(๕) เป็นเกษตรที่ราศีธนู ถือว่ามีความเข้มแข็ง หากลัคนาสถิตเป็นเกณฑ์ต่อ พฤหัส(๕) ใน 4 ราศีข้างต้น ดวงชะตานั้นก็จะได้ “หังสโยค” หรือ

24-11

พฤหัส(๕) เป็นเกษตร ที่ราศีมีน ถือว่ามีความเข้มแข็ง หากลัคนาสถิตเป็นเกณฑ์ต่อ พฤหัส(๕) ใน 4 ราศีข้างต้น ถือว่า พฤหัส(๕) เป็นเกณฑ์กับลัคนา ดวงชะตานั้นก็จะได้ “หังสโยค” หรือ

24-12

พฤหัส(๕) เป็นอุจจ์ที่ราศีกรกฎ ถือว่ามีความเข้มแข็ง หากลัคนาสถิตเป็นเกณฑ์ ต่อพฤหัส(๕) ใน 4 ราศีข้างต้น ถือว่าเป็นเกณฑ์กับลัคนา ดวงชะตานั้นจะได้ “หังสโยค”
ได้ “หังสโยค” แล้วส่งผลอย่างไรต่อเจ้าชะตา
ตำราท่านว่าไว้ ดวงชะตาใดได้ หังสโยค จะเป็นคนที่ได้รับการเคารพยกย่องบูชา จะมีความดีในสังคมจนเป็นที่ปรากฏ เป็นคนมีความเมตตากรุณา มียศศักดิ์ จะมีเสียงพูดที่ไพเพราะ ประหนึ่งหงส์
ผมขอยกตัวอย่างดวงชะตาของ ริชาร์ด เอ็ม นิกสัน(RICHARD M. NIXON) ประธานาธิบดีคนที่ 37 ของสหรัฐอเมริกา (จากหนังสือ โหราศาสตร์ไทยชั้นสูง ของ อาจารย์ สิงโต สุริยาอารักษ์)

24-13

ลัคนาอยู่ราศีกันย์ ขณะที่ดาวพฤหัส(๕)สถิตราศีธนู เป็นเกษตร มีความเข้มแข็ง และเป็นเกณฑ์กับลัคนา
อีกดวงชะตาเป็นของ อับราฮัม ลินคอล์น(ABRAHAM LINCOLN) ประธานาธิบดีคนที่ 16 ของสหรัฐอเมริกา และเป็นผู้ประกาศเลิกทาสจนกระทั่งเกิดสงครามกลางเมืองขึ้น

24-14

ลัคนาอยู่ราศีมีน เรือนของพฤหัส(๕) ร่วมกับพฤหัส(๕)ที่เป็นเกษตร มีความเข้มแข็ง เข้ากฎของการเป็นหังสโยค
ผมขอจบ “ปัญจมหาบุรุษโยค” ภาคแรกเอาไว้แค่นี้ ตอนหน้าจะมาว่ากันต่อ หวังว่าคงจะสนุกกับการอ่านนะครับ

โหราศาสตร์ภารตะ 23

การอ่านดวงชะตา (5)

โดย เสรษฐวิทย์ ชีรวินิจ

ตอนที่แล้ว ผมได้สาธิตการพยากรณ์ดวงชะตาของสุภาพสตรี ที่เปรียบเทียบให้เห็นถึงการพยากรณ์จากลัคนา และ การพยากรณ์จากจันทร์(๒) ในแบบของวิชาโหราศาสตร์ภารตะ ด้วยขั้นตอนง่ายๆ
ที่บอกว่า ง่ายๆ ก็เพราะว่า หลักวิชาโหราศาสตร์ภารตะที่อาจารย์สิทธินาถ ทองมี เป็นถ่ายทอดนั้น มีมากมายกว่าที่ผมนำมาถ่ายทอดเยอะทีเดียว เรียกว่า หากจะให้ครบเครื่องเต็มรูปแบบของวิชาโหราศาสตร์ภารตะ ที่สืบทอดกันมานานหลายพันปีละก้อ ต้องเรียนกันหลายปีทีเดียว
นอกจากนี้ หลักวิชาต่างๆที่อาจารย์สอนนั้น ยังมีความซับซ้อน ลึกซึ้ง ต้องอาศัยความเข้าใจ มากกว่าการจำ
ผมจึงพยายามนำหลักการง่ายๆ เพื่อว่าแม้คนไม่มีพื้นฐานทางโหราศาสตร์มาก่อน ก็สามารถทำความเข้าใจได้โดยไม่ยาก มาถ่ายทอดให้อ่านกัน ทั้งนี้ ก็อยู่ภายใต้การควบคุมดูแลความถูกต้องอย่างใกล้ชิดของอาจารย์สิทธินาถ ทองมีโดยตลอด
ในตอนนี้ ผมจะนำเอาดวงชะตาของสตรีอีกผู้หนึ่งที่สูญเสียสามี และ เธอไม่มีลูก แม้ว่าในภพปุตตะ จะมีดาวพุธ(๔) เป็นเกษตรก็ตาม

23-01

ลัคนาอยู่ราศีพฤษภ เป็นราศีของวัว จึงทำให้เจ้าชะตามีนิสัยแบบดื้อเงียบ ดื้อตาใส แต่ไม่ตอบโต้กลับไป ซึ่งสัมพันธ์กับการที่ในดวงชะตามี จันทร์(๒) และ อังคาร(๓) เป็นเกณฑ์กัน และเป็นเกณฑ์กับลัคนาด้วย
ย้ำว่า เจ้าชะตาเป็นคนดื้อ ในลักษณะของความมั่นใจแบบผู้หญิงเก่ง ผู้หญิงทำงาน
จากหลักการที่ได้พูดถึงไปก่อนหน้านี้ เริ่มต้นเราจะต้องดูภพเกณฑระ คือ ภพ 1- 4 -7 – 10 ของดวงชะตาว่า เจ้าชะตาจะต้องต่อสู้ชีวิตมากขนาดไหน ก็จะเห็นว่า

23-02

ในภพเกณฑระ จะมีดาวบาปเคราะห์ ก็คือ อังคาร(๓) เสาร์(๗) ราหู(๘) (ผมจะยังไม่รวมเกตุ(๙)เข้ามาด้วยในขณะนี้) ตรึงอยู่ใน 3 แขน คือ ภพลัคนา ภพปัตนิ และ ภพกัมมะ ถือว่า เจ้าชะตามีชีวิตที่ต้องต่อสู้อุปสรรคอยู่พอสมควร
ถ้าจะหาภพตรีโกณมาเพื่อช่วยเหลือดวงชะตา ก็ลองจับตรีโกณบุคลิกภาพ คือ ภพลัคนาราศีพฤษภ-ราศีกันย์-ราศีมังกร ซึ่งเป็นราศีวรรณะมาร ก็มีจันทร์(๒)ดาวเทพเข้ามาขัด

23-03

ภพตรีโกณกรรมาชีพ คือ ราศีเมถุน-ราศีตุลย์-ราศีกุมภ์ ซึ่งเป็นราศีวรรณะมาร ก็ปรากฎว่ามีอาทิตย์(๑) ซึ่งเป็นดาววรรณะเทพ เข้ามาขัด

23-04

ภพตรีโกณพลัดพราก คือ ราศีกรกฎ – ราศีพิจิก-ราศีมีน ซึ่งเป็นราศีวรรณะเทพ ก็มีเสาร์(๗)ราหู(๘) ดาววรรณะมารเข้ามาขัด

23-05

ชีวิตไม่ค่อยมีตัวช่วยเลย
ที่ผมยังไม่รวมเกตุ(๙) เข้ามาด้วยในขณะนี้ ก็เพราะ ในวิชาโหราศาสตร์ภารตะ กำหนดให้ ราหู(๘)และเกตุ(๙) จะต้องอยู่ตรงกันข้ามกัน หรือเล็งกัน เสมอ
ด้วยเหตุนี้ หากพิจารณาจากราหู(๘)แล้ว เราจะไม่พิจารณาดาวเกตุ(๙) ว่าทำร้ายราหู(๘) เพราะไม่เช่นนั้น ทุกดวงชะตาก็จะต้องเจอ ดาวเกตุ(๙) เล็งทำร้ายราหู(๘) กันหมด
แต่จะพิจารณาดาวเกตุ(๙) ซึ่งเป็นบาปเคราะห์เช่นกันในอีกมิติหนึ่ง ซึ่งจะพูดถึงในตอนหลัง
เสาร์(๗) เล็งจันทร์(๒)และเล็งลัคน์ ทำให้เจ้าชะตาได้รับผลกระทบจากเสาร์(๗) เพราะเสาร์(๗) เป็นการะกะของเรื่อง โทษ ทุกข์ ความพลัดพราก ความสันโดษ เงียบ และเศร้า เหล่านี้เป็นต้น
ทำให้เจ้าชะตามีเป็นคนมีเรื่องทุกข์ใจเป็นพื้น เป็นคนมีจิตใจสันโดษ
ถ้าพิจารณาว่า จันทร์(๒) เป็นเจ้าเรือนภพสหัสชะ เสาร์(๗) ก็ทำให้ พี่น้อง เพื่อน สังคม การติดต่อสื่อสาร ของเจ้าชะตามีปัญหาได้
เสาร์(๗) สลับเรือนเกษตรกับ อังคาร(๓) ทำให้เสาร์(๗)มาจากภพกัมมะ เสาร์(๗) ส่องแสงเข้าไปทำร้ายจันทร์(๒) จันทร์(๒)ในที่นี้ หมายถึง ตัวตนเจ้าชะตาที่เป็นผู้หญิง เหมือนลัคนาตัวหนึ่ง ก็อ่านว่า เจ้าชะตาไม่ค่อยจะมีความสุขจากการทำงานนัก เพราะ เสาร์(๗)เป็นเจ้าภพกัมมะ
เหมือนกับว่า เจ้าชะตา ถูกเรื่องงานทำร้าย หรือไม่ค่อยมีความสุขกับเรื่องงาน
ซึ่งก็สอดคล้องไปในแนวทางเดียวกันกับ เสาร์(๗)เป็นเกณฑ์ กับอังคาร(๓) และเสาร์(๗)ส่งการะกะเกณฑ์เข้าหาภพกัมมะที่มีอังคาร(๓)สถิตอยู่
แม้ว่าภพกัมมะ จะเป็นราศีกุมภ์ เป็นเรือนของเสาร์(๗)เอง เสาร์(๗)ไม่น่าจะทำร้ายราศีนี้ แต่เนื่องจากมีอังคาร(๓)คู่ศัตรูมาอยู่ เสาร์(๗)จึงทำร้าย ทำให้เจ้าชะตาทำงานที่ไหนไม่ค่อยยืด มักจะมีเรื่องอึดอัดในที่ทำงาน หรือ ต้องเปลี่ยนงานบ่อย

ซึ่งข้อเท็จจริงก็เป็นเช่นนั้น

23-06

มาดูเรื่องชีวิตคู่ ภพปัตนิ
ภพปัตนิของลัคนา ซึ่งซ้ำกับภพปัตนิของจันทร์(๒) ภพปัตนิก็คือราศีพิจิก เจ้าเรือนก็คือ อังคาร(๓) ซึ่งไปอยู่ราศีกุมภ์เรือนของเสาร์(๗) ถูกการะกะเกณฑ์จากเสาร์(๗) อังคาร(๓)ซึ่งเป็นเจ้าเรือนปัตนิ ก็สะเทือน
เรื่องคู่ครอง ความรัก สะเทือนเป็นจุดที่หนึ่ง
ดาวเกตุ(๙) เล็งเข้าหาเสาร์(๗) แลกหมัดกับเสาร์(๗) (วิชาโหราศาสตร์ภารตะ จะไม่ให้เกตุ(๙)ส่งแสงเข้าหาราหู(๘) หรือ ราหู(๘)เล็งเข้าหาเกตุ(๙)) เกตุ(๙)ปะทะกับเสาร์(๗) ในภพปัตนิ ก็ย่อมทำให้ภพปัตนิสะเทือน เป็นการย้ำเรื่องภพปัตนิมีปัญหา

23-07

เสาร์(๗) ยังส่องแสง 10 ไปที่ราศีสิงห์ เรือนของอาทิตย์(๑) ซึ่งเป็นคู่ศัตรู
เสาร์(๗) เป็นศัตรูกับราศีสิงห์แน่นอน เพราะฉะนั้น ไม่ว่าจะมีอาทิตย์(๑)อยู่ในราศีนี้หรือไม่ก็ตาม เสาร์(๗)จะทำร้ายราศีสิงห์ แต่ไม่เพียงแค่นั้น อังคาร(๓)ที่อยู่ในราศีกุมภ์เล็งเข้าหาราศีสิงห์ ซึ่งเป็นเรือนคู่มิตร อังคาร(๓)ไม่ได้ทำร้ายราศีนี้ และก็ไม่ได้ทำร้ายพฤหัส(๕) กับศุกร์(๖)ด้วย
แต่การที่ราศีสิงห์มีดาวอังคาร(๓) มารออยู่ อันนี้เป็นของแสลงของดาวเสาร์(๗) เพราะแสงของเสาร์(๗) มาเจอกับแสงของอังคาร(๓)ในราศีสิงห์ ดาวคู่นี้ปะทะกันแน่นอน
ดังนั้น นอกจากเสาร์(๗)ทำร้ายราศีสิงห์แล้ว ยังทำร้ายดาวทุกดวงที่อยู่ในราศีสิงห์อีกด้วย นั่นก็คือ ดาวพฤหัส(๕) ศุกร์(๖) อังคาร(๓) และต้องไม่ลืมว่า อาทิตย์(๑)ก็ถูกทำร้ายด้วย
ดาวศุกร์(๖) ก็คือ การะกะดาวแทนภพของภพปัตนิ เป็นการย้ำอีกครั้งว่า ภพปัตนิของเจ้าชะตามีปัญหา
ชีวิตคู่ ความรัก ของเจ้าชะตามีปัญหาเป็นจุดที่สอง
และที่สำคัญก็คือ ในภพปัตนิ ราศีพิจิก ซึ่งเป็นเรือนของอังคาร(๓) แม้อังคาร(๓) จะแลกเรือนกับเสาร์(๗) แต่ก็เป็นการแลกเรือนระหว่างคู่ศัตรู ย่อมไม่ให้ผลดีนัก
เสาร์(๗)ราหู(๘) ทำร้ายราศีพิจิก ภพปัตนิ อยู่แล้ว ที่ร้ายหนักก็คือ เสาร์(๗)เป็นเกณฑ์กับอังคาร(๓) และ ยังมีแสงของ จันทร์(๒) และ เกตุ(๙) เข้ามาที่ราศีนี้อีก
จันทร์(๒) ทำร้ายเสาร์(๗) และราหู(๘) ซึ่งเป็นดาวลอยในภพปัตนิ ส่งผลร้ายต่อภพปัตนิ ซ้ำด้วยเกตุ(๙) ที่รบกับเสาร์(๗) ทำให้ภพปัตนิปั่นป่วนพอสมควร
ย้ำว่า ภพปัตนิของเจ้าชะตามีปัญหาแน่
มาดูเรื่องลูก ที่เจ้าชะตาเคยตั้งท้องแล้วก็แท้งไป จะเห็นว่า ภพปุตตะ ก็คือราศีกันย์ เป็นเรือนของพุธ(๔) มีพุธ๔)สถิตเป็นเกษตร ถือว่า ภพปุตตะ มีความมั่นคง
ทำไม เมื่อปุตตะ มั่นคงแล้วเจ้าชะตาตั้งท้อง แต่ต้องแท้งบุตร

23-08

อังคาร(๓)ที่อยู่ราศีกุมภ์ ส่องแสงเล็ง คือ เป็น 7 ไปยังราศีสิงห์ และส่องแสงเป็น 8 ตามกฎทฤษฎีพิเศษไปที่ราศีกันย์ เรือนของพุธ(๔) ซึ่งเป็นภพปุตตะ
พุธ(๔) เป็นเกษตร ในราศีกันย์ ย่อมแสดงผลดีของภพปุตตะ ก็คือ เจ้าชะตาสามารถตั้งท้อง มีบุตรได้ก่อน ซึ่งข้อเท็จจริงก็คือ เจ้าชะตาเคยตั้งท้อง
แต่อังคาร(๓) ซึ่งเป็นดาวร้ายของราศีกันย์ ย่อมทำร้ายราศีกันย์โดยตรง บั่นทอนในเรื่องบุตร แสดงให้เห็นว่า ภพปุตตะ เริ่มมีปัญหาแล้ว
แต่เนื่องจาก เจ้าภพปุตตะ เป็นเกษตร เจ้าชะตาก็ย่อมสามารถจะมีบุตรได้ หรืออย่างน้อยที่สุด ก็สามารถตั้งท้องได้
เราก็มาตรวจดูการะกะดาวแทนภพปุตตะ อีกครั้ง ว่ามีปัญหาจริงหรือไม่อย่างไร
การะกะดาวแทนภพปุตตะก็คือ พฤหัส(๕)
จะเห็นว่า พฤหัส(๕)อยู่ในราศีสิงห์ ซึ่งขณะนี้เป็นราศีที่เป็นเสมือนสนามรบ เพราะ เสาร์(๗) ส่องแสง 10 ไปที่ราศีสิงห์ มีราหู(๘) แฝงแสงตามไปที่ราศีสิงห์ด้วย
ราศีสิงห์เป็นเรือนของอาทิตย์(๑) ที่เป็นคู่ศัตรู เสาร์(๗)ราหู(๘)ย่อมทำให้ราศีสิงห์สะเทือน

23-09

ยิ่งไปกว่านั้น เสาร์(๗)ราหู(๘) ยังมาเจอกับอังคาร(๓) ที่ส่องแสงมารออยู่แล้ว อังคาร(๓)เป็นคู่ศัตรูสำคัญของทั้งเสาร์(๗) และ ราหู(๘) เสาร์(๗)และราหู(๘) ก็ย่อมกระหน่ำอังคาร(๓)ไม่ยั้ง
ราศีสิงห์ จึงกลายเป็นสมรภูมิใหญ่ ทำให้ทั้งพฤหัส(๕) และ ศุกร์(๖) ย่อยยับตามไปด้วย
พฤหัส(๕) เป็นการะกะเรื่อง บุตร บุตร มีปัญหา
พฤหัส(๕) เป็นเจ้าภพมรณะ มีปัญหา เรื่องการเจ็บป่วยของเจ้าชะตาก็มีปัญหา โดยเฉพาะ ภพมรณะ หมายถึง อวัยวะเพศ ด้วย
ศุกร์(๖) เป็นการะกะ เรื่องความรัก เซ็กส์ สามีภรรยา การแต่งงาน และ เรื่องมดลูกรังไข่ ความรัก มดลูก เรื่องเซ็กส์ มีปัญหา
ศุกร์(๖) ยังเป็น ตนุลัคน์ หรือ ลัคนาอีกตัวหนึ่ง เมื่อลัคนาถูกทำร้ายมากๆ สุขภาพโดยรวมของเจ้าชะตาก็น่าจะมีปัญหาด้วย
อังคาร(๓) เป็นการะกะเรื่องอวัยวะเพศ อวัยวะเพศ มีปัญหา
ดังนั้น ถึงแม้เจ้าชะตาจะมีภพปุตตะที่เข้มแข็ง คือ พุธ(๔)ดาวเจ้าราศีเป็นเกษตร ก็ทำให้เจ้าชะตาตั้งท้องได้ แต่ก็ถูกดาวร้ายรุมกระหน่ำ ทำให้แท้งบุตรในเวลาต่อมา
นี่คือการพยากรณ์แบบ ภพเรือน และ การะกะ ตามแบบฉบับของโหราศาสตร์ภารตะ ครับ
ชอบหรือไม่ชอบอย่างไร อ่านแล้วอย่าลืมให้ความเห็นด้วยนะครับ

โหราศาสตร์ภารตะ 22

การอ่านดวงชะตา (4)

โดย เสรษฐวิทย์ ชีรวินิจ

ก่อนที่จะพูดถึงเรื่องอื่นๆ ผมขอสาธิตการพยากรณ์ดวงชะตาตามกฎของวิชาโหราศาสตร์ภารตะ ที่ท่านอาจารย์สิทธินาถ ทองมีได้ ถ่ายทอดไว้ก่อน เพื่อว่าท่านผู้อ่านที่เพิ่งเริ่มศึกษาจะได้เข้าใจได้อย่างลึกซึ้งมากกว่านี้
ดวงชะตานี้เป็นของผู้หญิง โดยปกติ เมื่อดูดวงของผู้หญิง เราจะตั้งลัคนาเอาไว้ที่จันทร์(๒) อีกดวงหนึ่งด้วย เพื่อพิจารณาเรื่องราวของเจ้าชะตา

22-01

การพิจารณาดวงชะตาดวงนี้ ผมจะชี้ให้เห็นว่า ในวิชาโหราศาสตร์ภารตะ ไม่ว่าจะพิจารณาด้วยลัคนา หรือ ด้วยจันทร์(๒) เรื่องราวชีวิตของเจ้าชะตาอันเป็นผลลัพท์จากดวงดาว จะต้องไม่ต่างกัน
ลัคนาอยู่ราศีมังกร ต้นธาตุดิน เรือนของเสาร์(๗) เจ้าชะตาก็จะต้องมีลักษณะของความเป็นเสาร์(๗)ผสมอยู่ คือ อาจจะนิ่งเงียบ หรือ เป็นผู้หญิงแบบพลัดพราก หรือ อาจจะมีทุกข์ นอกจากนี้ เสาร์(๗) ซึ่งเป็นตนุลัคน์ ก็ยังเป็นเกณฑ์กับจันทร์(๒) และ ส่งแสงถึง อาทิตย์(๑) อีกด้วย
ทำให้เจ้าชะตาเป็นคนที่มีความสันโดษ หรือ ความเป็นส่วนตัวสูงมาก เพราะ จันทร์(๒) คือ การะกะของ จิตใจ และ อาทิตย์(๑) เป็นการะกะของ สังขาร หรือ ผู้ชาย หรือ พ่อ
พิจารณาเรื่องความรักของเจ้าชะตา ก็ต้องพิจารณาที่ภพปัตนิ และ เจ้าภพปัตนิเสียก่อน
ภพปัตนิ คือราศีกรกฎ เจ้าเรือนคือ จันทร์(๒) ดาวจันทร์(๒)ถูกเสาร์(๗)ส่องแสง 10 มาทำร้าย และ ถูกเกตุ(๙)ส่องแสง 5 มาทำร้ายซ้ำอีก เจ้าภพปัตนิจึงค่อนข้างจะบอบช้ำมาก
ผสมผสานกับความหมายของ การที่เสาร์(๗) ถึง จันทร์(๒) ที่แปลว่า ใจสงบ ใจเป็นทุกข์ และ เสาร์(๗) ทำร้ายอาทิตย์(๑) ที่แปลความหมายว่า การพลัดพรากจากบุคคลเพศชาย หรือ สังขารที่พลัดพราก
จันทร์(๒) เจ้าภพปัตนิ ไปอยู่ราศีกรกฎ ภพอริของลัคนา อ่านตามภพเรือนก็ได้ว่า ปัตนิ-อริ แปลว่า ไม่ค่อยลงรอยกับคู่ครอง หรือ เป็นศัตรูกับคู่
ศุกร์(๖) ซึ่งเป็นการะกะ ในเรื่องความรัก ก็ถูกการะกะ เกณฑ์ของเสาร์(๗) ๗+๖ มีความหมายว่า ผิดหวังในเรื่องความรัก
ตรวจสอบอีกครั้งจากดารพิจารณาที่ดาวจันทร์(๒) ภพปัตนิของจันทร์(๒) ก็คือ ราศีธนู เรือนของพฤหัส(๕) ซึ่งมีดาวศุกร์(๖)เข้ามาทำร้าย ภพปัตนิสะเทือน
ดาวศุกร์(๖) จรเข้ามาที่ภพปัตนิ น่าจะดีเพราะศุกร์(๖)เพ็ญ หรือ มีแสง แต่การที่ศุกร์(๖) โดยแสงของเสาร์(๗) ศุกร์(๖) ก็อ่อนความดีลง นอกจากนี้ เสาร์(๗) เองก็ทำร้ายราศีธนูด้วย ทำให้ภพปัตนิของจันทร์(๒) มีปัญหาแน่นอน
ผสมผสานหลายๆเรื่องรวมกัน จึงน่าจะยืนยันได้ว่า ความรักของเจ้าชะตาน่าจะมีปัญหา

22-02

อันที่จริง หากพิจารณาจากภพเกณฑ์ คือ ภพ 1-4-7-10 จากลัคนา ที่เป็นเครื่องหมายกากะบาด ชีวิตของเจ้าชะตาก็ไม่ค่อยต้องต่อสู้ฟันฝ่าอุปสรรคอะไรมากมายอยู่แล้ว แต่ถ้าถามว่า แล้วเจ้าชะตาจะมีทรัพย์สิน หรือ มีเงินทองหรือไม่
ผมก็ขอนำท่านผู้อ่านมาดูที่ภพตรีโกณกรรมาชีพ คือ ภพ 2 – 6- 10 จากลัคนา ก็คือ ราศีกุมภ์-ราศีเมถุนและราศี ตุลย์ ทั้ง 3 ราศีนี้เป็นราศีวรรณะมาร ยกเว้นเพียงดาวจันทร์(๒) ที่เป็นดาวในวรรณะเทพ ที่เข้ามาขัดวงจรของตรีโกณกรรมาชีพ แต่ดาวจันทร์(๒) ก็ไม่ทำร้ายราศีเมถุน ราศีเมถุนไม่เสีย
ทำให้วงจรตรีโกณดังกล่าวไม่สามารถขับเคลื่อนไปได้ดี ตรีโกณกรรมาชีพย่อมไม่แสดงผมที่ดีต่อเจ้าชะตา ในเรื่องการเงิน – ลูกน้องบริวาร และ อาชีพการงาน
ซ้ำในราศีกุมภ์ เรือนของเสาร์(๗) ก็มีดาวเกตุ(๙)ซึ่งเป็นคู่ศัตรูเข้ามาสถิต ดาวเกตุ(๙)จะทำร้ายราศีกุมภ์ ภพกดุมภะของเจ้าชะตา และดาวเกตุ(๙) ยังส่องแสง 5 ไปที่ราศีเมถุน ภพอริของลัคนา
เกตุ(๙)ทำร้ายจันทร์(๒) เพราะเป็นศัตรูกัน ทำให้ภพอริ สะเทือน ซ้ำดาวพุธ(๔) ซึ่งเป็นเจ้าภพอริ ที่ไปอยู่ราศีตุลย์ เรือนของดาวศุกร์(๖) ซึ่งดาวศุกร์(๖) ก็ไม่เข้มแข็งเพราะไปอยู่เรือนของพฤหัส(๕) ย่อมทำให้ภพอริ อ่อนแอตามไปด้วย
หากเจ้าชะตา จะทำงานแบบมีลูกน้อง ก็อาจจะมีปัญหากับลูกน้องได้
เมื่อภพกดุมภะ มีปัญหา เงินก็มีปัญหา ภพอริมีปัญหา ลูกน้องก็มีปัญหา ก็ทำให้ภพกัมมะ มีปัญหาตามไปด้วย ดังนั้น เจ้าชะตาจึงไม่ควรลงทุนทำธุรกิจของตัวเอง น่าจะเป็นลูกจ้างกินเงินเดือนจะดีกว่า
ซึ่งเมื่อดูจากภพเกณฑ์ 1-4-7-10 จากลัคนาแล้ว ภพกัมมะ หรือ ราศีตุลย์ ของเจ้าชะตาก็ดูเหมือนไม่มีแรงกดดันอะไรมากมายเลยด้วยซ้ำ เรียกว่าทำงานไปแบบชิวๆ

22-03

ถ้าจะดูเรื่องพี่น้อง หรือ สังคม ของเจ้าชะตา ก็ต้องดูที่ภพสหัสชะ คือ ราศีมีน เรือนของพฤหัส(๕)
จะเห็นว่า ภพสหัสชะ ได้รับแสงจากอังคาร(๓)ที่อยู่ในราศีสิงห์ส่องแสง 8 มาที่ราศีมัน แสงของอังคาร(๓)ย่อมก่อให้เกิดผลดีต่อราศีมีน เพราะเป็นเรือนของคู่มิตร ซ้ำยังมีพฤหัส(๕)ที่แฝงแสงตามเข้ามาที่ราศีมีนอีก
ราศีมีนเป็นเรือนของพฤหัส(๕) เมื่อได้รับแสงของพฤหัส(๕) ก็ย่อมเข้มแข็ง และ มีคู่มิตรคือ อังคาร(๓) เข้ามาด้วย
แต่ปัญหาก็คือ มีราหู(๘)ที่แฝงแสงของอังคาร(๓)ตามเข้ามาอีก ราหู(๘)ไม่ทำร้ายราศีมีน และไม่ทำร้ายพฤหัส(๕) แต่ราหู(๘) เป็นศัตรูกับอังคาร(๓) ก็ทำให้ อังคาร(๓)ต้องรบกับราหู(๘) ดีที่มีพฤหัส(๕)อยู่ด้วย ทำให้ราหู(๘)สงบลงไปได้
เรียกว่า พฤหัส(๕) อบรมราหู(๘)
แต่เสาร์(๗)ที่อยู่ในราศีกันย์ ซึ่งเล็งกับราศีมีน เสาร์(๗) จึงส่องแสงเข้ามาที่ราศีมีนเต็มๆ ราศีมีนที่มีอังคาร(๓) คู่ศัตรูของเสาร์(๗) รออยู่แล้ว เสาร์(๗)ย่อมต้องปะทะกับอังคาร(๓)แน่นอน ภพสหัสชะเริ่มสะเทือน
นอกจากนี้ เสาร์(๗) ยังทำร้ายราศีมีน ทำให้ภพสหัสชะ หวั่นไหวอย่างแน่นอน
สังคมของเจ้าชะตาไม่ค่อยดีนัก และพี่น้องของเจ้าชะตาแม้ว่าจะดี แต่ก็ค่อนข้างจะห่างเหิน ไม่ค่อยได้ติดต่อกันนัก
เราตรวจสอบอีกครั้งด้วยการดูที่ดาวจันทร์(๒)

22-04

ภพสหัสชะ ของดาวจันทร์(๒) ก็คือ ราศีสิงห์ เรือนของอาทิตย์(๑) อาทิตย์(๑) สลับเรือนเกษตรกับอังคาร(๓) ที่มาจากราศีพิจิก เป็นการสลับเรือนระหว่าง ดาววรรณะเทพ กับ ดาววรรณะเทพ และที่สำคัญก็คือ ทั้งคู่เป็นดาวคู่มิตรกัน ย่อมให้ผลดี ทำให้ราศีกันย์ และ ราศีพิจิก มีพื้นฐานที่เข้มแข็ง
ราศีกันย์ คือภพสหัสชะ ของจันทร์(๒) ส่วนราศีพิจิก คือภพอริของ จันทร์(๑)
แต่การที่ภพสหัสชะของจันทร์(๒) มีราหู(๘)เข้ามาร่วมกับอังคาร(๓) ย่อมทำให้ภพสหัสชะสะเทือน ดีแต่ว่าได้พฤหัส(๕) คอยห้ามปราบไว้ และคอยสยบราหู(๘)เอาไว้
จึงทำให้พี่น้องของเจ้าชะตา น่าจะดี แต่ไม่ค่อยสนิทสนม หรือ ติดต่อกันนัก
จะเห็นว่า พื้นฐานของภพสหัสชะของจันทร์(๒) มีความเข้มแข็งจากการสลับเรือนเกษตร และ ภพสหัสชะของลัคนา ก็คือ ราศีมีน มีความเข้มแข็งจากการที่พฤหัส(๕)ส่องแสงเข้าไปที่เรือนของตัวเอง และมีคู่มิตรเข้าไปร่วม
แต่ภพสหัสชะ ของลัคนา ก็ถูกราหู(๘)และ เสาร์(๗) เข้าไปสร้างความปั่นป่วน ทำให้ภพสหัสชะ มีความสั่นสะเทือน ทำให้เกิดผลในทางร้ายขึ้นบ้าง ตามที่ผมได้เล่าไปข้างต้น
เมื่อพิจารณาเรื่องการเงิน จากดาวจันทร์(๒) เราก็ดูจากภพตรีโกณกรรมาชีพเป็นหลัก

22-05

จะเห็นว่า ในภพตรีโกณกรรมาชีพ มีดาวสถิตเพียงดวงเดียว คือ อาทิตย์(๑)ในราศีพิจิก ภพอริ ซึ่งหมายถึง ลูกน้อง บริวาร ซึ่งไม่เสีย ดูแล้วน่าจะดี
แต่ทำไมเวลาผมดูภพอริจากลัคนา ผมจึงว่าภพอริ เสีย ท่านผู้อ่านอาจจะถามได้
เราก็ต้องพิจารณาดาวให้รอบด้าน ก่อนอื่น เสาร์(๗)ส่องแสง 3 ไปที่ราศีพิจิก ย่อมทำร้ายราศีพิจิก และ อาทิตย์(๑)อยู่แล้ว ภพอริสะเทือนเป็นจุดแรก
เมื่ออาทิตย์(๑) อยู่ราศีพิจิก ดาวทุกดวงที่อยู่ในราศีสิงห์ เรือนของอาทิตย์(๑) ก็ย่อมแฝงเรือนตามมาหาอาทิตย์(๑)ที่อยู่ในราศีพิจิกได้ ทำให้ราศีพิจิกมีดาวอังคาร(๓)พฤหัส(๕)และราหู(๘) เข้ามาร่วมด้วย
เสาร์(๗)เป็นศัตรูกับอาทิตย์(๑) และอังคาร(๓) , ราหู(๘)เป็นศัตรูกับ อาทิตย์(๑) และ อังคาร(๓) อาจจะมีก็เพียงแต่พฤหัส(๕)ที่ค่อนข้างจะเป็นกลาง
แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม ราศีพิจิก ภพอริของจันทร์(๒) ก็สะเทือนแน่นอน เรื่องลูกน้องบริวารและสัตว์เลี้ยงไม่ดีแล้ว
ส่วนภพกัมมะของจันทร์(๒) ก็คือ ภพราศีมีน ซึ่งเป็นภพสหัสชะของลัคนา ที่ผมได้บรรยายไปแล้วว่า เสียหายอย่างไร
มาถึงเรื่องการเงิน คือ ภพกดุมภะ ราศีกรกฎ เจ้าเรือนคือ จันทร์(๒)
อย่างที่ผมได้เรียนไปแล้ว ว่าจันทร์(๒) ถูกทำร้ายทั้งจากเสาร์(๗) และ เกตุ(๙) เรียกว่าโดนทั้งซ้าย ทั้งขวา จันทร์(๒) ย่อมจะเป๋แน่นอน
จันทร์(๒) เป็นเจ้าภพกดุมภะ เรื่องการเงิน การครองครอง และ ครอบครัว เรื่องเหล่านี้จะดีได้อย่างไร
เห็นมั้ยครับ ว่าวิชาโหราศาสตร์ภารตะ ไม่ว่าจะมองจากมุมไหน ก็อธิบายความเป็นไปของดวงชะตาได้หมด และไปในแนวทางเดียวกัน

โหราศาสตร์ภารตะ 21

การอ่านดวงชะตา (3)

อ่านดวงชะตาโดยผ่านทางการะกะ

โดย เสรษฐวิทย์ ชีรวินิจ

การทำนายดวงชะตาตามแบบของวิชาโหราศาสตร์ภารตะนั้น นอกจากจะใช้วิธีการพยากรณ์ดวงชะตาโดยผ่านทางภพเรือนแล้ว ยังจะต้องผสมผสานกับ การทำนายดวงชะตาโดยผ่านทางการะกะดาวอีกด้วย
การพยากรณ์ดวงชะตาโดยผ่านทางภพเรือนนั้น ผมได้เล่าให้ฟังไปในตอนที่แล้ว ตอนนี้เราจะมาว่ากันถึงเรื่อง การะกะดาว
คำว่า การะกะ ในตำราโหราศาสตร์ฮินดู หรือ โหราศาสตร์ภารตะ เขียนเป็นภาษาอังกฤษว่า KARAKA แปลว่า ตัวแทน หรือ แทนความหมาย ซึ่งเป็นหลักวิชาที่ถูกนำมาใช้อย่างกว้างขวาง และ ลึกซึ้ง
ยกตัวอย่างแบบง่ายๆ อาทิตย์(๑) แทน ตัวตนเจ้าชะตา สังขาร บิดา และ ดวงตาขวา , จันทร์(๒) แทน จิตใจ , แม่ และ ดวงตาซ้าย
อังคาร(๓) แทน ความกล้าหาญ และ น้องชาย , พุธ(๔) แทน การพูด , พฤหัส(๕) แทน ความสุขสบาย โชคดี , ศุกร์(๖) แทน ความรัก , เสาร์(๗) แทน ทุกข์ โทษ โชคร้าย
อันที่จริง การะกะความหมายของดาวยังมีมากกว่านี้ แต่คิดว่า สำหรับการเขียนบทความของผมคงจะไม่ลงลึกไปขนาดนั้น เก็บเอาไว้ให้สำหรับผู้ที่สนใจศึกษาวิชาโหราศาสตร์ภารตะอย่างจริงจังจะดีกว่า
นอกจากนี้ ดาวต่างๆก็ยังมีความหมายในทางราศีจักรด้วย ในฐานะเจ้าภพเรือน เช่น ถ้าลัคนาอยู่ราศีเมษ อังคาร(๓) ก็จะเป็น ตนุลัคนา และ ศุกร์(๖) ก็จะเป็นเจ้าภพปัตนิ และ เสาร์(๗)จะเป็นเจ้าภพกัมมะ

21-01

วิชาโหราศาสตร์ภารตะ ยังมีความหมายของดาวที่เกี่ยวข้องกับภพเรือนในอีกมิติหนึ่ง เพื่อเป็นเครื่องมือในการทำนายดวงชะตาให้ผิดพลาดน้อยที่สุด
หลักการตรงนี้เรียกว่า การะกะดาวแทนภพ

21-02

จะเห็นว่า การะกะของแต่ละภพเรือนจะมีจำนวนไม่เท่ากัน และ ดาวแต่ละดวง ที่เป็นการะกะดาวแทนภพ ก็จะมีคำแปล หรือ ความหมายของตัวเองแตกต่างกันไป ทั้งๆที่เป็นการะกะดาวแทนภพๆเดียวกันก็ตาม
การะกะดาวแทนภพที่ว่านี้ มีลักษณะเหมือน “เจ้าเรือนเงา” หากเราจะดูความหมายอะไร ก็ให้เอาดาวนั้นเข้าไปจับในภพที่ดาวนั้นๆเป็น เจ้าเรือนเงา เช่น
ในภพลัคนา หรือ ตนุ อาทิตย์(๑) แปลว่า ร่างกาย ผู้ชาย จันทร์(๒) แปลว่า จิตใจ ผู้หญิง
ภพกดุมภะ ดาวพุธ(๔) แปลว่า คำพูด วาจา , พฤหัส(๕) แปลว่า ทรัพย์ การเงิน ธนัง , ศุกร์(๖) แปลว่า อาหาร การกิน
ภพสหัสชะ ดาวพุธ(๔) แปลว่า การติดต่อสื่อสาร การสังคม การเดินทางใกล้ๆ การเคลื่อนไหว เอกสารสัญญา สมุด ดินสอ ปากกา ส่วน อังคาร(๓) แปลว่า ความกล้าหาญ พี่น้องร่วมสายโลหิต
ภพพันธุ จันทร์(๒) แปลว่า แม่ ความสุขในจิตใจ ครอบครัว , พุธ(๔) แปลว่า การศึกษา วิชาการ ความรู้ , ศุกร์(๖) แปลว่า ยานพาหนะ สวนครัว
ภพปุตตะ พฤหัส(๕) แปลว่า ความสุข ลูกหลาน โชคลาภ(ได้จากตัวเอง) เกียรติยศ (ตัวเองทำเอง จึงหมายถึงการศึกษา)
ภพอริ อังคาร(๓) แปลว่า การต่อสู้ เอาชนะ กีฬา ลูกน้อง ลูกจ้าง งานรับใช้ บริการ , เสาร์(๗) แปลว่า อุปสรรค ความลำบาก หนี้สิน โรคภัยไข้เจ็บ
ภพปัตนิ ศุกร์(๖) แปลว่า ความรัก เซ็กส์ สามีภรรยา การแต่งงาน , อังคาร(๓) แปลว่า ศัตรูเปิดเผย อวัยวะเพศ
ภพมรณะ เสาร์(๗) แปลว่า ความตาย การพลัดพราก
ภพศุภะ อาทิตย์(๑) แปลว่า บิดา เกียรติยศ ชื่อเสียง (คนอื่นมอบให้) , พฤหัส(๕) แปลว่า การนับถือศาสนา โชค ความดี การเดินทางไกล
ภพกัมมะ อาทิตย์(๑) แปลว่า เจ้านาย เกียรติยศประจำตัว(EGO) , ดาวพุธ(๔) แปลว่า ธุรกิจ ความเคลื่อนไหวทางความคิด , พฤหัส(๕) แปลว่า กรรมดี ความพอใจ , เสาร์(๗) แปลว่า กรรมชั่ว ลำบาก (หมายถึง ความผูกพัน ความเป็นห่วง)
ภพลาภะ พฤหัส(๕) แปลว่า โชคลาภ (ได้จากผู้อื่น)
ภพวินาสน์ เสาร์(๗) แปลว่า กรรมชั่ว การพลัดพราก คดีความ ความทุกข์ต่างๆ ความตาย เกตุ(๙) แปลว่า ศัตรูลับ ปีศาจ วิญญาณชั่วร้าย
ผมขอยกตัวอย่างดวงชะตาที่สาธิตในตอนที่แล้วครับ

21-03

ลัคนาอยู่ราศีสิงห์ ตนุลัคน์คือ อาทิตย์(๑) และ ในความหมายของ การะกะดาวแทนภพ ก็หมายถึง สังขารของเจ้าชะตาด้วย ไปอยู่ราศีกุมภ์ เรือนของเสาร์(๗) ซึ่งเป็นศัตรู ทำให้ชีวิตเจ้าชะตามีอุปสรรค ที่ต้องต่อสู้พอสมควร
อาทิตย์(๑) ซึ่งเป็นตนุลัคน์ ทำร้ายราศีกุมภ์ซึ่งเป็น ภพปัตนิของลัคนา พอสมควร ทำให้ ชีวิตคู่ การครองเรือนน่าจะสะเทือน
โดยเฉพาะ สะเทือนจากตัวเจ้าชะตาเอง
ตามดูดาวเสาร์(๗) ซึ่งเป็นเจ้าเรือนปัตนิ ปรากฏว่าไปอยู่ราศีกันย์ เรือนของพุธ(๔) คู่มิตร เสาร์(๗)น่าจะมีสถานะที่ดีเมื่ออยู่ในราศีกันย์ ก็ตามดูว่าพุธ(๔)ไปอยู่ที่ไหน ปรากฏว่า พุธ(๔) แลกเรือนเกษตรกับเสาร์(๗)จากราศีมังกร ซึ่งเป็นคู่มิตร ก็น่าจะดี
เสาร์(๗) ก็อยู่ในสถานะที่ดี ถ้าไม่บังเอิญมีอังคาร(๓) ซึ่งเป็นคู่ศัตรูเข้ามาร่วมด้วย ทำให้เสาร์(๗) ซึ่งเป็นเจ้าภพปัตนิ สะเทือนซ้ำสอง ชี้หมายว่า เรื่อง คู่ครอง ชัดจะไม่ค่อยราบรื่นแล้ว
ถ้าดูเรื่องคู่ครองของผู้หญิง ก็ต้องดูที่เรือนปัตนิของดาวจันทร์(๒)ด้วย จันทร์(๒) หมายถึง ตนุของเจ้าชะตาเพศหญิง ตามความหมายของการะกะดาวแทนภพของภพตนุ
จันทร์(๒)อยู่ราศีธนู เรือนของพฤหัส(๕)คู่มิตร ก็น่าจะดี แต่พฤหัส(๕)ไปอยู่ในราศีตุลย์ เรือนของศุกร์(๖) ซึ่งเป็นคู่ศัตรู ทำให้ความเข้มแข็งของพฤหัส(๕) มีน้อย จันทร์(๒) จึงไม่เข้มแข็งตามไปด้วย
จะเห็นว่า การะกะดาวแทนตนุของเจ้าชะตาที่เป็นหญิง ไม่เข้มแข็ง ยิ่งมีดาวเกตุ(๙) ซึ่งเป็นคู่ศัตรูของจันทร์(๒)เข้ามาร่วมด้วย การะกะของตนุเจอคู่ศัตรู ทำให้เจ้าชะตาจะต้องต่อสู้พอสมควร
และการที่ราหู(๘)เล็งจันทร์(๒) ก็ไม่ค่อยเป็นผลดีต่อจันทร์(๒)ด้วย

21-04

เมื่อพิจารณาตั้งตนุที่จันทร์(๒) จะเห็นว่า ดาวที่อยู่ในภพเกณฑระ คือ ภพ 1-4-7-10 ของจันทร์(๒)นั้นมี ราหู(๘) เสาร์(๗) และ อังคาร(๓) ซึ่งล้วนเป็นดาวบาปเคราะห์เป็นเกณฑ์ บ่งบอกว่า เจ้าชะตาจะต้องต่อสู้ชีวิต เพื่อให้ได้มาซึ่งการงาน บ้าน คู่ครอง
เสาร์(๗) ซึ่งเป็นการะกะของโทษ ทุกข์ การพลัดพราก ส่งเกณฑ์ 10 เข้าหา ราศีเมถุนที่มีราหู(๘)สถิตอยู่ ราศีเมถุน ก็คือ ภพปัตนิของ จันทร์(๒) ชี้หมายถึง ความสั่นไหวของภพปัตนิแล้ว
แต่ลำพังเสาร์(๗)อย่างเดียวก็ไม่สู้จะเสียหายเท่าไหร่ เพราะเสาร์(๗) และ ราหู(๘)เป็นคู่มิตรกัน และราหู(๘) ก็อยู่เรือนของพุธ(๔) คู่มิตรอีก แต่ปัญหาก็คือ อังคาร(๓) ซึ่งร่วมกับเสาร์(๗)ในราศีกันย์ ก็แฝงแสงตามมาที่ราศีเมถุนด้วย
อังคาร(๓)เป็นศัตรูกับเสาร์(๗)และราหู(๘) ไม่ว่าจะอยู่ในบ้านของใคร ดาวทั้ง 3 ดวงนี้ก็จะต้องรบกันเล๊ะตุ้มเป๊ะ ทำให้ราศีเมถุน สะเทือน ภพปัตนิของจันทร์(๒) ก็สะเทือน
เรื่องคู่ครอง และ ชีวิตคู่ ถูกย้ำอีกครั้งว่า น่าจะมีปัญหา ซึ่งก็เกิดผลกับเจ้าชะตาไปแล้วตามที่ผมได้พูดไปในตอนก่อนหน้านี้
มาดูดาวอังคาร(๓)ที่ร่วมกับเสาร์(๗)ดาวคู่ศัตรู ในราศีกันย์ภพ กดุมภะลัคน์

21-05

จะเห็นว่าราศีกันย์ อยู่ในตรีโกณกรรมาชีพ คือ ภพ 2-6-10 ซึ่งเกี่ยวข้องกับเรื่องการเงิน(ภพ 2) ลูกน้องบริวาร(ภพ 6) และ อาชีพการงาน (ภพ 10 ) ภพต่างๆเหล่านี้ หากหนุนเนื่องกันไปเป็นวงรอบ จะให้ความดีกับเจ้าชะตามาก
ในตรีโกณกรรมาชีพนี้ หากไม่มีอังคาร(๓)เข้ามาอยู่ในราศีกันย์ จะทำให้ตรีโกณกรรมาชีพนี้หมุนได้คล่องตัวมาก เพราะเป็นราศีวรรณะมาร และ ดาวพุธ(๔)ศุกร์(๖) และเสาร์(๗) ก็เป็นดาวในวรรณะมารด้วย
แต่เมื่อมีอังคาร(๓)เข้าร่วมด้วย อังคาร(๓)เป็นดาวในวรรณะเทพ และที่สำคัญก็คือ เป็นศัตรูกับเสาร์(๗) จึงทำให้ตรีโกณกรรมาชีพ มีความติดขัด การงานก็เลยไม่ค่อยดี
พิจารณาที่อังคาร(๓)ร่วมกับเสาร์(๗)ในราศีกันย์ จะทำให้เจ้าชะตาทำงานที่ไหนไม่ค่อยได้นาน มักจะเปลี่ยนงานบ่อยๆ ทำให้การหนุนเนื่องต่อภพข้างหน้า คือ ภพที่ 6 ภพอริ หมายถึง ลูกน้องบริวาร ก็ไม่ค่อยดี เพราะอังคาร(๓)เข้าไปทำให้ภพอริปั่นป่วน และลามไปถึงภพที่ 10 ด้วย
การเงินของเจ้าชะตา ก็คือ ภพที่ 2 ราศีกันย์ ก็ไม่ดี และ ราศีกันย์ ก็เป็นภพกัมมะ ของจันทร์(๒)ด้วย ย้ำอีกครั้งว่า เจ้าชะตาจะต้องเปลี่ยนงานบ่อยๆ
จากนั้นเรามาดูการะกะของดาวอังคาร(๓) ที่หมายถึง พี่น้อง
อังคาร(๓) มาอยู่ร่วมกับเสาร์(๗) คู่ศัตรู ก็น่าจะหมายความว่า เจ้าชะตาอาจไม่ค่อยมีความผูกพัน หรือ ความสัมพันธ์กับพี่น้องเท่าไหร่นัก
ที่เล่ามาทั้งหมดนี้ เป็นหลักวิชาอย่างย่อที่สุด สั้นที่สุดของวิชาโหราศาสตร์ภารตะ วิชาเต็มๆของโหราศาสตร์ภารตะนั้น ผมเองก็ไม่มีปัญญาที่จะบรรจุใส่สมองขี้เลื่อยของผมได้หมด
ดังนั้น หากใครสนใจอยากจะเรียนวิชาโหราศาสตร์ภารตะ โดยอาจารย์สิทธินาถ ทองมีแล้วละก้อ ขอเชิญติดต่ออาจารย์ได้โดยตรงที่ เบอร์โทร 084-210-0399
ส่วนที่อ่านในบทความของผมนี้ ก็ถือซะว่าเพื่อความสนุกสนาน และ ได้ความรู้เล็กๆน้อยๆก็แล้วกันครับ

โหราศาสตร์ภารตะ 20

การอ่านดวงชะตา (2)

โดย เสรษฐวิทย์ ชีรวินิจ

ตอนที่แล้ว ผมได้พูดถึงเรื่องการอ่านดวงชะตาผ่านทางภพเรือน ไปส่วนหนึ่ง แต่ยังไม่จบ เราจะมาว่ากันต่อครับ
ตอนที่แล้ว ผมพูดถึงเฉพาะ อิทธิพลของดาวที่กระทบไปถึงเรือนที่ดาวนั้นไปสัมพันธ์ถึง โดยที่ยังไม่พูดถึงกรณีที่ในเรือนนั้นๆมีดาวลอย หรือ ดาวจร ลอยเข้ามาร่วมด้วย

การอ่านดวงชะตาผ่านทางภพเรือน

ก่อนอื่นก็ต้องทวนความอีกครั้งว่า ภพเรือนจะเรียงลำดับในรูปแบบเดิมเสมอ คือเริ่มต้นตั้งแต่ ภพลัคนา ที่ ลัคนาของดวงชะตานั้นสถิต ไม่ว่าจะเป็นราศีอะไรก็แล้วแต่ จากนั้น ราศีถัดจากลัคนาไปก็จะเป็นภพกดุมภะ แล้วก็เป็นภพสหัสชะ ภพพันธุ ภพปุตตะ ไปเรื่อยๆจนจบที่ภพวินาสน์
แต่สิ่งที่จะเปลี่ยนไปในแต่ละดวงชะตาก็คือ ดาวเจ้าเรือนของแต่ละภพเรือน ซึ่งทั้งหมดนี้จะถูกกำหนดขึ้นจาก ที่สถิตของลัคนา
จากนั้น ดวงดาวต่างๆทั้งที่เป็นดาวเดิม และ ดาวจร ก็ทำงานของตัวเอง ตามกฎเกณฑ์ที่เราได้เรียนรู้มาจากวิชาโหราศาสตร์ภารตะ
เพื่อที่จะพูดถึงการพยากรณ์ดวงชะตาผ่านทางภพเรือน ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับดาวเดิม และ ดาวจร ผมมีดวงชาตาของสุภาพสตรีดวงหนึ่ง ที่เกิดเรื่องเมื่อประมาณวันที่ 10 มิถุนายน 2556 ที่ผ่านมา
ดาวเดิมในดวงชะตา จะเขียนด้วยเลขไทย ส่วนดาวจรจะเขียนด้วยเลขอาระบิค

20-01

ดวงชะตานี้ ลัคนาอยู่ราศีสิงห์ ตนุลัคนา หรือ ดาวเจ้าเรือนราศีสิงห์ ก็คือ อาทิตย์(๑) ไปอยู่ในราศีกุมภ์ เรือนของเสาร์(๗)ซึ่งเป็นศัตรูของอาทิตย์(๑) แน่นอนว่า ราศีกุมภ์ ซึ่งเป็นภพปัตนิย่อม สะเทือน ทำให้ชีวิตการแต่งงาน มีจุดเสี่ยงของความแตกแยก และ มีความเปราะบางที่จะเลิกรากันได้สูง
ในราศีกันย์ เรือนของพุธ(๔) ปรากฏว่า พุธ(๔)และเสาร์(๗)แลกเรือนเกษตรกัน ระหว่างภพอริ กับภพ กดุมภะ เสาร์(๗)และพุธ(๔) เป็นดาววรรณะมารทั้งคู่ การแลกเรือนของดาวทั้งคู่น่าจะดี
แต่เนื่องจากเป็นการแลกเรือนของภพอริ กับ ภพกดุมภะ จึงต้องมีความหมายของภพอริ เข้ามาผสมด้วย ซึ่งออกไปในเชิงความหมายที่ไม่ค่อยดีนัก แต่ผมจะยังไม่พูดถึงในที่นี้
เสาร์(๗) มาอยู่ราศีกันย์ ซึ่งเป็นราศีของมิตร น่าจะส่งผลดีให้เจ้าชะตามีทรัพย์สินเงินทองที่ดีพอสมควร แต่เนื่องจากมีดาวอังคาร(๓) เข้ามาร่วมกับเสาร์(๗) จึงทำให้ชะตาชีวิตของเจ้าชะตาเปลี่ยนไป

20-02

ก่อนอื่น ท่านผู้อ่านคงจะยังจำได้ว่า อังคาร(๓) และ เสาร์(๗) เป็นคู่ศัตรูกัน เจอกันที่ไหนเป็นไม่ได้ ต้องสู้รบกันแน่นอน
เมื่ออังคาร(๓) และ เสาร์(๗) ทะเลาะกันอย่างรุนแรง ในบ้านหลังหนึ่งที่มีชื่อว่า กดุมภะ หรือ การเงิน ทรัพย์สิน การครอบครอง และ ชีวิตครอบครัว ก็ย่อมทำให้ความหมายต่างๆที่เกี่ยวกับ กดุมภะ ย่อมเสียไปด้วย
ที่ร้ายไปกว่านี้ ดาวอังคาร(๓) ยังทำร้ายราศีกันย์อย่างรุนแรงด้วย ทำให้ราศีกันย์ทั้งราศีเสียหายพอสมควร จึงทำให้แม้ว่าพุธ(๔)จะแลกเรือนไปอยู่ในบ้านของคู่มิตร คือ เสาร์(๗) และร่วมกับดาวคู่มิตร คือ ศุกร์(๖) ในเมื่อบ้านของพุธ(๔)เองถูกผลกระทบอย่างรุนแรง ดาวพุธ(๔) ก็ไม่อาจจะคงความดีของตัวมันเองได้ครบถ้วน
จากนั้นเรามาดูอังคาร(๓) ส่องแสง 4 ไปที่ ราศีธนูเรือนของพฤหัส(๕) ภพปุตตะ ปกติอังคาร(๓)เป็นมิตรกับราศีธนู
ปกติ อังคาร(๓)กับจันทร์(๒) เป็นคู่มิตรกัน ไม่มีปัญหา อังคาร(๓)กับเกตุ(๙) ก็ไม่ทำร้ายกัน ภพปุตตะก็ไม่น่าจะมีเรื่องร้ายอะไร แต่เนื่องจาก เสาร์(๗)ร่วมกับอังคาร(๓) เสาร์(๗) จึงแฝงแสงตามอังคาร(๓)ไปที่ราศีธนูด้วย
เสาร์(๗) มาเจอกับเกตุ(๙) ซึ่งเป็นศัตรูร้ายของเสาร์(๗) ทำให้ภพปุตตะ เกิดการสั่นสะเทือน ยิ่งไปกว่านั้น เสาร์(๗)ยังทำร้ายราศีธนูทั้งราศีอีกด้วย ภพปุตตะเจอปัญหาหนักแล้ว
เราก็มาดูว่า พฤหัส(๕) ซึ่งเป็นเจ้าของบ้านไปอยู่ที่ไหน ปรากฏว่า พฤหัส(๕)ไปอยู่ที่ราศีตุลย์ ก็ไม่ดีอีก แสดงว่า พฤหัส(๕)เองก็ตกอยู่ในฐานะย่ำแย่ อาจจะไม่ต่างจากยาจกยากจน ก็จึงไม่สามารถจะช่วยให้ราศีธนูเข้มแข็งขึ้นมาได้เลย
ภพปุตตะ จึงเสียหายโดยสิ้นเชิง
ภพปุตตะ ก็หมายถึงเรื่อง ความรักก่อนแต่งงาน การลงทุนริเริ่มอะไรใหม่ๆ เกียรติยศในตัวเอง การเสี่ยงโชค และ ลูก เมื่อภพปุตตะเสียหาย เจ้าชะตาก็มีโอกาสที่จะเสียหายในเรื่องเหล่านี้

20-03

เมื่ออังคาร(๓)และเสาร์(๗) ส่องแสง 7 ไปที่ราศีมีน เรือนของพฤหัส(๕)อีกเรือนหนึ่ง ผลกระทบของอังคาร(๓)และเสาร์(๗) ต่อราศีมีน ก็เช่นเดียวกันกับผลกระทบที่มีต่อราศีธนู ตามกฎของเรือนแฝด จันทร์(๒)และเกตุ(๙) จึงแฝงเรือนมาอยู่ที่ราศีมีนด้วย เพียงแต่ความเสียหายจะเป็นคนละเรื่องกัน
ราศีมีน ก็คือภพ มรณะ เจ้าชะตาก็อาจจะเจ็บป่วย หรือ เกิดอุบัติเหตุกับเรื่องที่ไม่คาดฝันได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในขณะที่ดูดวงชะตา ดาวมฤตยู(๐)ได้จรมารออยู่ที่ราศีมีนแล้ว เตรียมตัวที่จะเกิดเรื่องที่ไม่คาดฝันอย่างฉับพลันทันด่วนได้
อังคาร(๓)ส่งแสง 8 ไปที่ราศีเมษ ซึ่งแน่นอนว่า เสาร์(๗) ก็ตามไปด้วย
ดูที่ราศีเมษ จะเห็นว่า ดาวเกตุ(๙)เดิมที่ราศีธนู จะส่องแสง 5 ไปที่ราศีเมษ โดยมีจันทร์(๒)แฝงแสงตามมาด้วย เพราะฉะนั้น ในราศีเมษก็จะมีจันทร์(๒) และ เกตุ(๙)มารออยู่แล้ว
ดังนั้น ในราศีเมษจึงมีทั้งดาวเกตุ(๙)เดิม และ ดาวเกตุ(๙)จร มารออยู่
เมื่อเสาร์(๗)เดิม และ อังคาร(๓)เดิม ส่องแสงเข้ามาที่ราศีเมษ เสาร์(๗) ก็จะปะทะกับ ดาวเกตุ(๙) คู่ศัตรู เสาร์(๗)จะปะทะกับจันทร์(๒) และเสาร์(๗) ก็ยังปะทะกับอังคาร(๓)ด้วย
ทำให้ราศีเมษ ซึ่งเป็นภพศุภะ สะเทือนไปด้วย
ผสมโรงด้วย เสาร์(๗)และราหู(๘) จรที่ลอยเข้ามาที่ราศีตุลย์ ส่องแสง 7 เข้ามาที่ราศีเมษ อีลุ๊บตุบตั๊บ กันใหญ่ ภพศุภะก็วุ่นวายไปหมด
ภพศุภะ หมายถึง ชีวิตหลังแต่งงาน ครรลองชีวิตที่ถูกต้อง ชื่อเสียงเกียรติยศศักดิ์ศรี และ ผู้ให้การสนับสนุน

20-04

ท่านผู้อ่านอาจจะสงสัยว่า แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่า เรื่องร้ายๆเหล่านี้จะเกิดขึ้นตอนไหน วิชาโหราศาสตร์ภารตะ จะมีวิธีการดูว่า ในดวงชะตาของคนๆหนึ่ง ดาวอะไรจะทำงานเมื่อไหร่ และจะทำงานไปอีกนานกี่ปีกี่เดือน
วิชานี้เรียกว่า วิมโสตรีทศา
บังเอิญผมมีโอกาสพยากรณ์ดวงชะตานี้หลังจากที่ดาวอังคาร(๓) ทำงานได้สัก 2-3 วัน
สิ่งแรกที่เห็นก็คือ ภพกดุมภะ ของเจ้าชะตาเสียหายมาก จะทำให้เจ้าชะตาต้องใช้จ่ายมากมาย แต่ที่เสียหายมากกว่านั้นก็คือ ราศีเมษ ซึ่งเป็นภพศุภะของเจ้าชะตา เพราะมีดาวคู่ศัตรูรุมกระหน่ำซ้ำเติมกันหลายดวง
ภพศุภะ หมายถึง ชีวิตหลังแต่งงาน ครรลองชีวิตที่ถูกต้อง ชื่อเสียงเกียรติยศศักดิ์ศรี และ ผู้ให้การสนับสนุน
ปรากฏว่า เจ้าชะตาทะเลาะกับสามีที่แต่งงานกันได้ไม่กี่ปี ถึงขั้นลงมือลงไม้กัน พกช้ำดำเขียว กรรไกรแทงเข้าที่มือของเจ้าชะตาต้องเย็บ 20 กว่าเข็ม หลังจากนั้น ทั้งสองสามีภรรยาก็ตกลงว่าจะหย่ากัน เพราะสามีก็แอบไปมีกิ๊กคนใหม่
แน่นอนว่า ลูกของเจ้าชะตาก็จะมีปัญหาตามมา เพราะเด็กได้รับความกระทบกระเทือนทางจิตใจ แม้ว่า ขณะนี้ลูกจะอายุยังน้อย แต่ดูจากรูปชะตาแล้ว ในภพปุตตะที่หวั่นไหวขนาดนี้ ลูกๆคงจะมีปัญหา หรือ มีปมด้อยแน่นอน
นี่คือ การทำนายดวงชะตาโดยการอ่านทางภพเรือน ซึ่งเป็นวิธีการของวิชาโหราศาสตร์ภารตะ แต่เป็นการดูอย่างหยาบๆที่สุด เพื่อว่า แม้ว่าท่านที่ไม่ได้ศึกษาวิชาโหราศาสตร์มาก่อนเลย ก็ยังจะพอเข้าใจได้
สำหรับท่านที่สนใจอยากจะเรียนการทำนายดวงชะตาอย่างละเอียดลึกซึ้ง ขอแนะนำให้เรียนกับอาจารย์สิทธินาถ ทองมี อาจารย์ของผม โทรติดต่อได้ที่เบอร์ 084-210-0399
ตอนหน้าผมจะพูดถึงการทำนายดวงชะตาโดยผ่านทางการะกะ

โหราศาสตร์ภารตะ 19

การอ่านดวงชะตา (1)

โดย เสรษฐวิทย์ ชีรวินิจ

หลักการในการพยากรณ์ดวงชะตาตามหลักวิชาโหราศาสตร์ภารตะ นอกจากจะดูความเข้มแข็งของดาว ดูว่าดาวที่เข้มแข็งหรืออ่อนแอเป็นเจ้าภพอะไร มีดาวดี หรือ ดาวร้าย ส่องแสงให้เป็นคุณ หรือ เป็นโทษแก่ดาวใดหรือไม่ และมีดาวดี หรือ ดาวร้ายเข้าไปสถิตในภพเรือนใดแล้วให้คุณ หรือ ให้โทษแก่ภพเรือนนั้นหรือไม่
ตอนที่แล้ว ผมได้พูดถึง ภพเกณทระ หรือ ภพเกณฑ์ ที่แสดงออกในทางการต่อสู้ กับ ภพตรีโกณ ที่สนับสนุนให้เกิดความสบายแก่เจ้าชะตา
ถึงตอนนี้ก็คิดว่า สำหรับท่านที่สนใจจะศึกษาวิชาโหราศาสตร์ภารตะ ก็คงจะได้แนวคิดพื้นฐานในการพยากรณ์ดวงชะตาบ้างแล้ว
วันนี้ ผมจะนำเอาหลักวิชาที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งของวิชาโหราศาสตร์ภารตะ ในการพยากรณ์ดวงชะตามาให้เรียนรู้กัน หลักที่ว่าก็คือ การอ่านดวงชะตาทางภพเรือน และ การอ่านดวงชะตาทางการะกะ

การอ่านดวงชะตาทางภพเรือน

ก่อนอื่น ท่านผู้อ่านจะต้องจำชื่อภพเรือน และ ความหมายของภพเรือนให้ได้เสียก่อน ภพเรือนจะเริ่มต้นนับจากภพที่ลัคนาสถิต แล้วหมุนไปในทิศทวนเข็มนาฬิกา ภพที่ 2 ต่อจากลัคนาก็คือ ภพกดุมภะ สหัสชะ เรื่อยไป
ราศีของภพเรือนเหล่านี้จะแตกต่างกันไปตามแต่ดวงชะตาของแต่ละคน ขึ้นอยู่กับว่า ลัคนาของผู้นั้นอยู่ในราศีอะไร หากลัคนาอยู่ราศีมังกร ราศีมังกรก็จะเป็นภพตนุ หรือ ภพลัคนา ราศีกุมภ์ก็จะเป็นภพกดุมภะ ราศีกรกฎก็จะเป็นภพปัตนิ เป็นต้น

19-01

แต่ถ้า “ลัคนา” มาอยู่ราศีพิจิก ภพเรือนก็จะเปลี่ยนไปตามตัวอย่างข้างล่าง

19-02

จะเห็นว่า การเรียงลำดับของภพเรือน คือ ตนุ กดุมภะ สหัสชะ ฯ จะยังคงเดิม แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปก็คือ ดาวเกษตรของแต่ละราศี ซึ่งก็คือ เจ้าภพของภพนั้นๆจะเปลี่ยนไป
เช่น ดวงที่ 1 ตนุลัคนา หรือ เจ้าเรือนลัคนาราศีมังกร ก็คือ ดาวเสาร์(๗) ในขณะที่ดวงที่ 2 ตนุลัคนา หรือ เจ้าเรือนลัคนาราศีพิจิก ก็คือ ดาวอังคาร(๓)
เปรียบเทียบให้เห็นรายละเอียดที่แตกต่างก็คือ ดาวเจ้าภพอริของดวงที่ 1 ก็คือ ดาวพุธ(๔) ในขณะที่ดาวเจ้าภพอริของดวงที่ 2 ก็คือ ดาวอังคาร(๓)
จะเห็นว่า ในดวงที่ 1 ดาวเสาร์(๗) เป็นดาววรรณะมาร และดาวพุธ(๔) ก็เป็นวรรณะมาร และดวงที่ 2 ดาวอังคาร(๓)เป็นวรรณะเทพ และ อังคาร(๓) ภพอริ ก็เป็นวรรณะเทพ
ที่ผมเอาดวงชะตาทั้งสองแบบมาเปรียบเทียบกันนั้น เพื่อให้ท่านผู้อ่านเห็นว่า เมื่อดาวใดดาวหนึ่งโคจรในท้องฟ้า จะก่อให้เกิดผลกระทบแก่คนในโลกนี้ไม่เหมือนกัน เช่น เมื่อดาวพุธ(๔)พักร์ หรือ โคจรถอยหลัง แล้วบอกว่า ทุกคนไม่ควรทำการเจรจาใดทั้งสิ้นแบบนี้ ถือว่าไม่ถูกต้อง
ยกตัวอย่าง ขณะนี้(10 ก.ค.2556) ดาวเสาร์(๗) และ ราหู(๘) โคจรอยู่ที่ราศีตุลย์ เรือนของดาวศุกร์(๖) ดาววรรณะมาร เช่นเดียวกับเสาร์(๗) และ ราหู(๘)

19-03

19-04

เสาร์(๗) จะส่องแสงเป็น 3 ไปที่ราศีธนู , ส่องแสง 7 ไปที่ราศีเมษ และ ส่องแสง 10 ไปที่ราศีกรกฎ ขณะเดียวกัน ราหู(๘) ก็ส่องแสง 5 ไปที่ราศีกุมภ์ และ ส่งแสง 9 ไปที่ราศีเมถุน
ราหู(๘)จะแฝงแสงของ เสาร์(๗)ไปที่ราศี ธนู , ราศีเมษ และ ราศีกรกฎ ในทำนองเดียวกัน เสาร์(๗) ก็จะแฝงแสงของราหู(๘)ไปที่ราศีกุมภ์ และ ราศีเมถุนด้วย ตามหลักของการแฝงแสง
ราศีตุลย์ เป็นเรือนของดาวศุกร์(๖) ทั้งดาวเสาร์(๗) และ ราหู(๘) ก็จะแฝงเรือนไปที่ราศีพฤษภ ซึ่งเป็นเรือนของดาวศุกร์(๖) เช่นกัน ตามกฎ แฝงเรือนถึงเรือน หรือ เรือนแฝด
เพราะฉะนั้น ไม่ว่าเสาร์(๗)จะไปมีผลในราศีใดก็ตาม ราหู(๘)ก็จะตามติดไปมีผลในราศีนั้นด้วย
ท่านผู้อ่านอาจจะถามว่า แล้วมันจะมีผลอย่างไร
ถ้าจะว่ากันถึงราศีธนู เสาร์(๗)จะทำร้ายราศีธนู ในขณะที่ราหู(๘)จะเป็นกลางกับราศีธนู ราศีธนูจะเสียหาย ไม่ว่าลัคนาจะอยู่ราศีไหนก็ตาม

19-05

19-06

จะเห็นว่า ราศีธนูเป็นภพวินาสน์ของดวงที่ 1 ที่มีลัคนาอยู่ราศีมังกร ในขณะที่ราศีธนูเป็นภพกดุมภะ ของดวงที่ 2 ที่มีลัคนาอยู่ราศีพิจิก
ดังนั้น ความเสียหายของดวงที่ 1 ก็คือ การใช้จ่ายสิ้นเปลือง เงินทองรั่วไหล การมีศัตรูลับ หรือ ร้ายสุดก็อาจเป็นคดีความ หรือ ถูกจองจำ เนรเทศ
ในขณะที่ดวงที่ 2 ความเสียหายจะเป็นเรื่อง ความเสียหายทางด้านการเงิน ความเสียหายทางด้านครอบครัว การกิน การพูด และการเงิน
นี่พูดแบบลอยๆ ยังไม่เอาดาวลอยเข้ามาผสม เพียงแต่จับเอาธรรมชาติของดาวเจ้าเรือนราศีนั้นๆ กับ ดาวที่ส่องแสงเข้ามาถึง ว่ามีปฎิกิริยาอย่างไร เช่น เป็นมิตร หรือ เป็นศัตรู เพราะเมื่อไม่มีดาวเข้ามารองรับในราศีธนู ก็จะยังไม่เกิดผลกระทบใดๆขึ้นมา
อย่างเช่น ราศีตุลย์ ซึ่งเป็นเรือนของดาวศุกร์(๖) เป็นดาววรรณะมารเช่นเดียวกับ เสาร์(๗) และราหู(๘) ทำให้การเข้ามาของทั้งสองดาว จะไม่ขัดข้อง หรือ ขัดแย้งกันกับเจ้าเรือน
เมื่อเสาร์(๗)จรเข้ามาในราศีตุลย์ เสาร์(๗)จะมีสถานเป็นอุจจ์ ซึ่งแปลว่า สูงส่ง หรือ ดี ก็จะทำให้ราศีตุลย์มีความสบายมากขึ้น เพื่อมีดาวมิตร 2 ดวงเข้ามาอยู่ในบ้านของตัวเอง
ความดีที่เกิดขึ้นกับราศีตุลย์ จะเป็นเรื่องราวอะไร ภพอะไรก็ขึ้นอยู่กับว่า เป็นภพอะไรของดวงชะตานั้นๆ เช่น
ดวงที่ 1 เป็นภพกัมมะ ก็จะเป็นเรื่องงานที่ดีขึ้น ในขณะที่ดวงที่ 2 นั้น ราศีตุลย์ เป็นภพวินาสน์ ก็จะทำให้ดีในเรื่องของภพวินาสน์ อาจจะดีในเรื่องต่างประเทศ การปลีกวิเวกปฎิบัติธรรม เป็นต้น
เมื่อเสาร์(๗) เล็งเข้าหาราศีเมษ ราหู(๘) ก็แฝงแสงตามมาด้วย ทำให้ในราศีเมษมีทั้งดาวเสาร์(๗) และ ราหู(๘)ร่วมกัน ราศีเมษเป็นเรือนของดาวอังคาร(๓) ศัตรูสำคัญของเสาร์(๗)และราหู(๘) แสงของเสาร์(๗)ราหู(๘) ย่อมไม่เป็นคุณแก่ราศีเมษ ภพอริของดวงชะตาแน่นอน
แต่เมื่อไม่มีดาวใดๆรองรับ เสาร์(๗)และราหู(๘) ก็เพียงแต่ส่องแสงมารออยู่เท่านั้น ดูว่า จะมีดาวลอยที่อาจจะเป็นมิตร หรือ ศัตรู เข้ามาสถิตหรือไม่ หรือ ว่าจะมีดาวจรที่จะโคจรเข้ามาเป็นครั้งคราว ก็จะได้รับผลกระทบจากเสาร์(๗)ราหู(๘) ที่มารออยู่แล้ว
ราศีเมษของดวงที่ 1 เป็นภพพันธุ เรื่องบ้านช่อง รถรา และ ความสุขในจิตใจของเจ้าชะตาย่อมมีผลกระทบ แต่ราศีเมษของดวงที่ 2 เป็นภพอริ ก็ทำให้เจ้าชะตาอาจจะมีเรื่องเจ็บป่วย มีอุปสรรค หรือ มีศัตรู
จะเห็นว่า แสงของดาวดวงเดียวกัน ส่องแสงเข้าที่ราศีเดียวกัน จะสร้างผลกระทบต่อราศีและดาวในทางที่ร้าย หรือ ดี เหมือนกัน แต่สร้างผลกระทบให้แก่เรื่องราวของชีวิตเจ้าชะตาแตกต่างกัน

19-07

19-08

เมื่อเสาร์(๗)ราหู(๘)ส่องแสงไปที่ราศีเมถุน ซึ่งเป็นเรือนดาวพุธ(๔) และเป็นคู่มิตรของเสาร์(๗)และราหู(๘) และเป็นดาววรรณะมารเช่นเดียวกัน แน่นอนว่า เสาร์(๗)และราหู(๘) ย่อมให้ผลดีต่อราศีนี้ และ ตัวเองก็ได้รับผลดีจากดาวพุธ(๔)ที่เป็นเจ้าเรือนด้วย
แต่จะดีในเรื่องอะไร ก็ดูว่า ภพนั้นเป็นภพอะไรของดวงชะตา เช่น
ดวงที่ 1 เป็นภพอริ ก็จะดีในเรื่องภพอริ ในขณะที่ดวงที่ 2 เป็นภพมรณะ ก็จะทำให้ดีในเรื่องภพมรณะ เป็นต้น
นี่เราพูดแต่เรื่องพื้นๆ โดยไม่มีดาวอื่นๆเข้ามาเป็นตัวแปรด้วย เช่น ดาวลอย และ ดาวจรที่ผ่านเข้ามา สมมติว่า ในราศีเมษ มีดาวอังคาร(๓)สถิตเป็นเกษตรอยู่ ผลจะเป็นอย่างไร

19-09

19-10

เมื่อเสาร์(๗) ราหู(๘) ส่องแสงมาเจอ อังคาร(๓)ในดวงเดิมที่สถิตเป็นเกษตรอยู่ แม้ว่า อังคาร(๓)เดิมจะมีสถานะเป็นเกษตร ที่บ่งบอกถึง ความมั่นคง ยั่งยืน แต่เมื่อเจอแสงของเสาร์(๗) และราหู(๘) ซึ่งเป็นคู่ศัตรูตัวใหญ่ส่องแสงเข้ามา ก็ย่อมทำร้าย อังคาร(๓)ที่เป็นเกษตร เป็นธรรมดา
ย่อมทำให้ราศีเมษ สะเทือน แลยังผลให้ดวงที่ 1 มีปัญหาเรื่องภายในบ้าน เรื่องบ้านที่ดินอาจจะปัญหาการผ่านจ่ายเงินได้ เรื่องจิตใจ หรือ เรื่องแม่ได้ด้วย เพราะอังคาร(๓)เป็นเจ้าภพพันธุ
และต้องไม่ลืมว่า อังคาร(๓)เดิมในราศีเมษ ก็ส่องแสงไปที่ราศีตุลย์ แลกหมัดกับทั้งเสาร์(๗)และราหู(๘) ทำให้ราศีตุลย์ปั่นป่วน ราศีตุลย์ในดวงที่ 1 ก็คือ ภพกัมมะ
ภพที่เสียหาย 2 ภพก็คือ ภพพันธุ และ ภพกัมมะ
เจ้าชะตามีปัญหาเรื่องงาน(กัมมะ) แล้วส่งผลกระทบไปถึงปัญหาเรื่องบ้าน เรื่องจิตใจ(พันธุ) หรือ เจ้าชะตามีปัญหาวุ่นวายในบ้าน(พันธุ) ก่อน แล้วส่งผลกระทบไปถึงเรื่องงาน(กัมมะ) ก็อาจะเป็นไปได้ทั้งสองทาง
แต่สำหรับดวงที่ 2 ราศีเมษจะมีปัญหาในเรื่องภพอริ อาจจะทำให้เจ้าชะตาเกิดเจ็บไข้ได้ป่วย หรือ เป็นหนี้เป็นสิน แต่เมื่ออังคาร(๓)เล็งเข้าหาเสาร์(๗)และราหู(๘) ทำให้ราศีตุลย์ก็สะเทือน
ราศีตุลย์ในดวงที่ 2 ก็คือ ภพวินาสน์ ภพที่เสีย 2 ภพคือ ภพอริ และ ภพวินาสน์
เจ้าชะตาอาจจะเจ็บไข้ได้ป่วย (ภพอริ) ทำให้ต้องใช้จ่ายเงินทองในการรักษาตัว ทำให้ต้องสิ้นเปลือง (ภพวินาสน์) ทำให้ต้องไปกู้เงินมาใช้จ่ายในการรักษาตัว ทำให้เป็นหนี้เป็นสิน(ภพอริ)
ฟังดูเป็นวิทยาศาสตร์ดีนะครับ นี่แหละ วิชาโหราศาสตร์ภารตะ
ท่านผู้อ่านลองเอากฎเกณฑ์เหล่านี้ไปอ่านดวงชะตาตัวเองดูนะครับ แล้วส่งข่าวให้ผมทราบบ้างก็ได้นะครับ

โหราศาสตร์ภารตะ 18

ภพตรีโกณ

โดย เสรษฐวิทย์ ชีรวินิจ

ตอนที่แล้วผมได้พูดถึงเรื่องภพเกณฑ์ 1-4-7-10 จากลัคนา ว่าเป็นภพที่มีความสำคัญต่อชีวิตของเจ้าชะตา เพราะเป็นภพที่เกี่ยวข้องกับตัวตนเจ้าชะตา , บ้านช่องที่อยู่อาศัย แม่ และจิตใจ , คู่ครอง คู่สัญญา และ การงาน เป็นภพที่เจ้าชะตาจะต้องต่อสู้เพื่อช่วงชิง
ภพเกณฑ์ที่สำคัญรองลงมาก็คือ ภพเกณฑ์ 2-5-8-11 จากลัคนา ซึ่งวิชาภารตะเรียกว่า ภพเกณฑ์ปะนะผะระ หรือ แกนทรัพย์

18-01

เนื่องจากภพที่ 2 คือ ภพกดุมภะ การเงิน ทรัพสินเงินทอง , ภพที่ 5 คือ ภพปุตตะ เกี่ยวกับการเสี่ยงโชค ลงทุนใหม่ ริเริ่มใหม่ๆ ภพที่ 8 คือ ภพมรณะ ภพแห่งความตาย พลัดพราก และ ภพที่ 11 คือ ภพลาภะ คือ ลาภผลจากการงาน
ภพเกณฑ์นี้ ถือว่ามีความสำคัญรองลงมาจากภพเกณฑ์ 1-4-7-10
ภพเกณฑ์ที่สำคัญน้อยสุดก็คือ ภพเกณฑ์ 3-6-9-12 จากลัคนา วิชาภารตะเรียกว่า ภพอะโปกะลิมัส หรือ แกนสังคม คือในส่วนที่เกี่ยวข้องกับผู้อื่น

18-02

ภพที่ 3 ภพสหัสชะ หมายถึง พี่น้อง สังคม เอกสารสัญญา ภพที่ 6 ภพอริ หมายถึง อุปสรรค ลูกน้องบริวาร การเจ็บป่วย ภพที่ 9 ภพศุภะ หมายถึง ผู้ให้การสนับสนุน เกียรติยศชื่อเสียง ความมุ่งหวัง และ ภพ 12 ภพวินาสน์ ภพแห่งการสิ้นเปลือง การปลีกวิเวก ถูกเนรเทศ หรือ ถูกจองจำ
ดังนั้น หากมีดาวดีๆ เช่นศุภเคราะห์ที่เข้มแข็ง เข้ามาอยู่ในภพเกณฑ์ชนิดใดก็ตาม ก็จะสร้างความดีให้แก่ภพเกณฑ์นั้นๆด้วย
แต่ก็ยังเป็นภพแห่งการต่อสู้อยู่ดี ด้วยเหตุนี้ เขาจึงเรียกภพเกณฑ์ว่า ภพกฤษณะ เพราะ พระกฤษณะ เป็น ตัวละครเอกใน มหากาพย์ เรื่อง มหาภารตะยุทธ ซึ่งเป็นคัมภีร์สำคัญของ ศาสนาฮินดู พระองค์ต้องสู้รบหลายต่อหลายครั้งในชีวิต บั้นปลายของพระกฤษณะ ทรงออกจากพระราชวังไปใช้ชีวิตในป่า ขณะที่กำลังนั่งสมาธิ ถูกนายพรานจารา ยิงลูกธนูเข้าไปที่ข้อเท้าของพระองค์จนถึงแก่ความตาย
ทำให้คิดถึงตำนานปรัมปราของ โฮเมอร์ เรื่อง “อีเลียด และ โอดิสซี” ที่อะคีเลส ถูกปารีส ยิงธนูเข้าใส่ที่ข้อเท้าจน อะคีเลส ซึ่งเป็นมนุษย์คงกระพันชาตรี เสียชีวิต ฝรั่งมาลอกของเอเชีย
นี่คือ ความแข็งแกร่งของวัฒนธรรมตะวันออกในอดีตกาล

ภพตรีโกณ

เมื่อมีภพเกณฑ์ ซึ่งเป็นภพแห่งการต่อสู้แล้ว วิชาภารตะก็มีภพที่ช่วยเหลือ หรือ ภพหนุนให้แก่ดวงชะตาด้วยเหมือนกัน เดี๋ยวจะหาว่า ทำไมชีวิตมีแต่เรื่องร้ายๆ
ภพตรีโกณมีอยู่ 4 ชนิดด้วยกัน คือ

1.ภพตรีโกณบุคลิคภาพ คือ ภพ 1-5-9 จากลัคนา

18-03

เป็นภพตรีโกณที่เกี่ยวกับเจ้าชะตาโดยตรง คือ ลัคนา , ภพที่ 5 คือ ภพปุตตะ หมายถึง ปฎิภาณไหวพริบ และ ภพที่ 9 ภพศุภะ หมายถึง ความมุ่งหวัง

2.ภพตรีโกณ กรรมาชีพ คือ ภพที่ 2-6-10 จากลัคนา

18-04

ภพที่ 2 กดุมภะ หมายถึง การเงิน ทรัพย์สินเงินทอง การครอบครอง และการกิน หากภพที่ 2 ไม่ดี จะเหมือนคนมือด้วน ไม่สามารถประคับประคองอะไรได้ ภพที่ 6 ภพอริ เกี่ยวกับอุปสรรค การต่อสู้ ลูกน้องบริวาร และ ภพกัมมะ เกี่ยวกับ อาชีพการงาน การกระทำ
หากการเงินดี ลูกน้องบริวารก็จะดี จะช่วยทำให้กิจการงานของเจ้าชะตาดีตามไปด้วย เมื่อการงานดี การเงินก็จะดีตาม
แต่ถ้าภพกดุมภะ ไม่ดี การกินก็ไม่ดี ก็จะก่อให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บในภพอริ การงานก็จะมีปัญหา เมื่อการงานมีปัญหา การเงินก็มีปัญหาตามไปด้วย

3.ตรีโกณสัมพันธภาพ คือ ภพ 3-7-11 จากลัคนา

18-05

ภพที่ 3 สหัสชะ หมายถึง เพื่อน สังคม พี่น้อง การติดต่อสื่อสาร ภพที่ 7 ปัตนิ หมายถึง คู่ครอง หุ้นส่วน ภพที่ 11 ลาภะ หมายถึง ลาภผล เพื่อนแท้
หากภพสหัสชะ ดี สังคมดี โอกาสที่จะได้คู่ ก็มีมาก หรือ โอกาสจะได้เพื่อนร่วมหุ้นก็มีมาก จะส่งผลไปยังภพลาภะ คือ ลาภผลที่เกิดจากการทำงานก็ดีด้วย

4.ตรีโกณพลัดพราก คือ ภพ 4-8-12 เป็นตรีโกณที่เราควบคุมไม่ได้ เพราะ คือเรื่อง เกิดและตาย

18-06

ภพที่ 4 พันธุ นอกจากหมายถึง บ้านที่อยู่อาศัยแล้ว ยังหมายถึง หลุมศพ ที่เกิด และ ที่ตาย เพราะวิชาโหราศาสตร์ภารตะ ถือว่า เป็นภพใต้บาดาล หากนับจากภพลัคนาไป 7 ราศีถึงภพปัตนิ ถือเป็นภพใต้โลก
และนับจากภพปัตนิไปจนถึงภพวินาสน์ จะเป็นภพบนฟ้า โดยถือว่า ภพที่ 10 ภพกัมมะเป็นภพสวรรค์ หรือ เรียกว่า จุดจอมฟ้า
ภพที่ 4 ยังหมายถึง ยานพาหนะ หากภพนี้เสียมากๆ โอกาสที่จะเกิดอุบัติเหตุก็สูง เพราะภพที่ 4 เป็นส่วนหนึ่งของภพเกณฑ์ 1-4-7-10
ภพที่ 8 มรณะ เป็นภพแห่งอายุ อายุจะยืน หรือ สั้น ก็ให้ดูความเข้มแข็งของภพที่นี้ นอกจากนี้ ภพที่ 8 ยังเป็นเรื่องมรดกอีกด้วย เพราะภพ 8 ที่เป็นเป็นส่วนหนึ่งของแกนทรัพย์คือ ภพ 2-5-8-11
ภพ 12 วินาสน์ หรือที่เรียกว่า ประตูนรก และ ประตูสวรรค์ หมายถึง ความสุข ความทุกข์หลังความตาย หมายถึง การขึ้นสวรรค์ หรือ ตกนรกในอดีตชาติ
ภพวินาสน์ ยังหมายถึง การติดคุก เจ็บป่วยเข้าโรงพยาบาล ถูกใส่ร้าย หักหลัง ถูกผีเข้า หรือ ถูกลอบทำร้าย
ภพตรีโกณ บางทีก็เรียกว่า ภพลักษมี เพราะพระลักษมี เป็นเทพีในศาสนาฮินดู เป็นเทพีแห่งความร่ำรวย ความรัก ความงาม ความอุดมสมบูรณ์ จึงอ่อนโยน และให้คุณมากกว่า ภพเกณฑ์
หากพิจารณาจากธาตุของราศี เราก็จะเห็นว่า ไม่ว่าจะหมุนอย่างไร ภพเกณฑ์ทั้ง 4 ภพ จะมีธาตุที่เป็นศัตรูกันเสมอในอัตรา 2 ต่อ 2 คือ ธาตุเทพ 2 ภพ และ ธาตุมาร 2 ภพ และ เป็นธาตุที่ตรงกันข้ามกัน ก็จะอยู่ในลักษณะที่เล็งกันด้วย ทำให้เกิดการต่อสู้ ขัดแย้งกัน

18-07

ในทางตรงกันข้าม ภพตรีโกณ ไม่ว่าจะหมุนอย่างไร มันก็จะเป็น ธาตุเดียวกันเสมอ จึงทำให้เกิดการหนุนกัน ก่อให้เกิดความราบรื่น และให้คุณมาก เช่น

18-08

ยกตัวอย่างดวงตรีโกณดวงหนึ่ง ซึ่งเป็นดวงของผู้ชาย

18-09

ลัคนาอยู่ราศีพิจิก เจ้าเรือนคือ อังคาร(๓) มีดาวเสาร์(๗)คู่ศัตรูเข้ามาสถิต ทำให้ลัคนาสะเทือน เจ้าชะตาจะต้องทำงานที่จบเป็นชิ้นๆ ไม่อาจทำงานที่เป็นงานประจำ นั่งโต๊ะอยู่กับที่ได้
ในภพปัตนิ ราศีพฤษภ เรือนของดาวศุกร์(๖) มีอังคาร(๓)เข้ามาสถิต อังคาร(๓)ทำร้ายราศีพฤษภ ทำให้ภพปัตนิสะเทือน อังคาร(๓)ถึง พุธ(๔)และ ศุกร์(๖)ในราศีสิงห์ตามหลัก แฝงเรือนไปหาดาว ทำให้เจ้าชะตาเป็นคนพูดค่อนข้างตรงไปตรงมา และ สามารถทำงานด้านเอกสาร และ ศิลปะได้
นอกจากนี้ เมื่อดูในภพเกณฑ์ 1-4-7-10 เสาร์(๗)ถึงอังคาร(๓) เจ้าชะตาจึงอาจจะทำงานเสี่ยงๆ หรือ มีอาชีพเป็นวิศวกร หรือ เป็นทหารตำรวจ ก็ได้
ข้อเท็จจริงก็คือ เจ้าชะตาเคยรับราชการทหารมาก่อน(อิทธิพลของ ๓+๗) แล้วมาทำงานช่างภาพอิสระ (อิทธิพลของ ๓+๔+๖)
คราวนี้ผมจะให้ดูภพตรีโกณ จะเห็นว่า อาทิตย์(๑) จันทร์(๒) และ อังคาร(๓) อยู่ในภพตรีโกณ 3-7-11 เป็น ตรีโกณสัมพันธภาพ
แต่น่าเสียดายว่า ดาวทั้งสามดวงซึ่งล้วนเป็นดาววรรณะเทพ แต่เข้าไปอยู่ในภพตรีโกณผิดวรรณะ คือไปอยู่ในตรีโกณวรรณะมาร
การให้ผลดีจึงมีน้อยลง หรือ อาจจะไม่ให้ผลดีเลยก็ได้
ทำให้การเข้าสังคมของเจ้าชะตาไม่ค่อยดีนัก และมีโลกส่วนตัวสูง ชอบสันโดษ
แต่ถ้าเปลี่ยนให้ดาวทั้งสาม เปลี่ยนไปเป็นตรีโกณในราศีเทพ คือ ราศีเมษ ราศีสิงห์ และ ราศีธนู ตามตัวอย่าง

18-10

ชีวิตของเจ้าชะตาจะเปลี่ยนแปลงไปมากทีเดียว ด้วยอิทธิพลของ ภพตรีโกณของดาวดี ที่อยู่ในวรรณะที่ถูกต้องตรงกับวรรณะของดาว
จะทำให้การเงินของเจ้าชะตาจะดีขึ้น เพราะเป็นภพตรีโกณ 2-6-10 เป็น ตรีโกณกรรมาชีพ
วิชาโหราศาสตร์ภารตะจะให้ความสำคัญของ วรรณะ และ ธาตุเสมอ